ค้นหาตัวตนและอาชีพในฝัน

แม้กระทั่ง ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ที่เราเชื่อว่ามี IQ สูงที่สุดในโลก ก็ยังใช้ความสามารถของตนเองสูงสุดเพียง 10% เท่านั้น มีขุมพลังอีกมากมายถึง 90% ที่ไอสไตน์ยังไม่ได้นำออกมาใช้ แสดงว่ามนุษย์เราทั่วไปที่เก่งน้อยกว่าไอสไตน์ใช้ความสามารถของตนเองไม่ถึง 10% ขุมพลังความสามารถอีกกว่า 90% จึงยังสงบนิ่งรอให้เจ้าของขุดเจาะ “ค้นหา” และนำออกมาใช้ การรู้จักตัวตน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบขุมพลัง และขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ แต่น่าเสียดาย คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ว่า “ตนคือใคร” “ตนต้องการอะไรในชีวิต” หลายคนไม่เคยแม้กระทั่งคิดที่ค้นหา จึงดำเนินชีวิตคล้อยตามไปกับ “กระแส” ของผู้อื่นจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

แต่คนที่อยากรู้จักตัวเอง อยากรู้ว่าตัวเองมีอะไรดี อะไรไม่ดี จะเริ่มต้นอย่างไร อย่างน้อยที่สุด เพื่อความสำเร็จในด้านการงานอาชีพ ปัจจุบันมีศาสตร์ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การค้นหาตนเอง การรู้จักตนเอง การพัฒนาตนเอง มากมายในโลกตะวันตก เพื่อช่วยให้ผู้คนค้นหาอาชีพการงานที่เหมาะสมสอดคล้องกับตนเอง สำหรับโลกตะวันออก การพัฒนาความรู้ในการ “รู้จักตัวตน” ก็มีมากมาย แต่มักเป็นไปเพื่อการค้นหาความสุข และความสมดุลให้กับชีวิต คนฉลาดคือคนที่สามารถประสานศาสตร์ทั้งโลกตะวันตกและโลกตะวันออกเข้าด้วยกัน ด้วยการ รู้จักตัวตน ทำอาชีพที่ตนรัก และ อยู่อย่างมีสมดุล

ในการค้นหาอาชีพในฝัน เราจำเป็นต้องรู้องค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน
1 ตัวเรา รู้ถึง บุคลิกภาพ ความสนใจ ความถนัด และความสามารถ
2 อาชีพ รู้ถึงลักษณะของงานเนื้องาน เช่นเป็นงานที่ต้องการติดต่อผู้คน หรือเป็นงานที่อยู่กับที่ เป็นงานที่ต้องการพลังเดี่ยว หรือ ทำงานเป็นทีม ความสามารถที่ต้องการในงาน เช่น ความสามารถด้านการติดต่อสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การวางแผน เป็นต้น
3 สภาพแวดล้อม เช่น อิสรภาพในการกำหนดงาน ความหลากหลาย แรงกดดัน เวลา และ อุดมคติ
4 จุดมุ่งหมายของชึวิต เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพื่อหาเงิน ทรัพย์สินเงินทอง หรือแสวงหาคุณค่าทางจิตใจและความสุขแท้ งานบางอย่างให้ทรัพย์สินเงินทอง แต่ให้คุณค่าทางจิตใจน้อย งานบางอย่างให้คุณค่าทางจิตใจสูงแต่ให้ผลตอบแทนด้านวัถตุน้อย
การหาจุดลงตัวได้อย่างสมดุลทั้งสี่องค์ประกอบคือ อุดมคติในการดำรงชีวิตที่มนุษย์ใฝ่หา

ร่วม “ค้นหาตัวตนและอาชีพในฝัน” ของตัวคุณ และลูกหลานที่คุณรักในงานสัมมนา “How to discover yourself and your dream job ?”
รับจำนวนจำกัด ไม่เกิน 20 ท่านเท่านั้น
วันเสาร์ที่ 24 กรกฏาคม 2553 เวลา 13:00-16:00 น
สถานที่ EdNet ชั้น 5 ห้อง 502 อาคารซิลลิคเฮาส์ (ติดกับโรงแรมดุสิตธานี)
1-7 ถนนสีลม สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง สถานีรถใต้ดินสีลม www.ednet.co.th

สำรองที่นั่งได้ทาง: โทร. 02 2384240-7
email:info@ednet.co.th
facebook: www.facebook/EdNetColtd

Posted in General | Tagged , , , , | Leave a comment

Studying Law in Australia

ในปัจจุบันนี้ นักเรียนไทยมีความต้องการที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศในด้านกฎหมายที่ประเทศออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความสวยงาม อากาศดี ผู้คนที่เป็นมิตร ภายใต้ระบบกฎหมายที่มีความซับซ้อนและมั่นคงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาช้านาน และยังเป็นประเทศที่เปิดรับนักเรียนต่างชาติ ทำให้นักเรียนที่จบกฎหมายจากออสเตรเลียได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่ามีทักษะและความรู้ทางกฎหมายในระดับสูง อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มพูนทักษะความรู้และเพิ่มประสบการณ์ในระดับนานาชาติอีกด้วย

ในการเรียนกฎหมายนั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ มุ่งเน้นฝึกฝนทักษะทางวิชาชีพ และ เพิ่มพูนความรู้ทางกฎหมายเฉพาะทางให้มากขึ้น ดังนั้น นักเรียนที่ต้องการฝึกฝนทักษะทางกฎหมาย สามารถสมัครเรียนหลักสูตร Bachelor of Laws (LLB) หรือ Juris Doctor (JD) ทั้งในระดับปริญญาตรีและโท โดยจะสมัครเรียนร่วมกับสาขาอื่น ๆ เช่น สาขาศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ ด้วยก็ได้ (Combined Degree Program) แต่ว่านักเรียนต่างชาติส่วนมากจะสมัครเรียนหลักสูตรในระดับปริญญาโท (Diploma, Masters Degree, และ Doctoral Degree) ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ทั้งแบบ coursework, research หรือ ทั้งสองแบบผสมกัน โดยที่หลักสูตรเหล่านี้จะมุ่งเน้นในด้านการพัฒนาเหตุผลเชิงตรรกศาสตร์ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ รวมถึง การสร้างบัณฑิตให้เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกสำหรับทักษะและความรู้ในด้านกฎหมาย เป็นการสร้างโอกาสให้สามารถทำงานในสาขาอื่น ๆ ได้ด้วย
สำหรับระยะเวลาเรียนหลักสูตร LLB หรือ JD นั้น ถ้าจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาแล้ว จะใช้ระยะเวลาเรียน 3 ปี แต่ถ้ายังไม่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา จะใช้ระยะเวลาเรียน 4 ปี ส่วนนักเรียนที่สมัครเรียนหลักสูตรแบบ combined degree program จะใช้เวลา 3 ปีแรกเรียนหลักสูตรปริญญาตรี ร่วมกับวิชากฎหมายเบื้องต้น แล้วจึงใช้เวลาอีก 2-3 ปี เรียนหลักสูตรทางกฎหมาย ซึ่งมีทั้งหมด 29 มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียที่เปิดสอนหลักสูตรด้านกฎหมาย ได้แก่ ANU, Deakin University, Macquarie University, Monash University, UNSW, University of Melbourne, La Trobe University, University of Sydney, University of Canberra, University of Western Australia เป็นต้น นอกจากนี้ ในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยยังเปิดสอนวิชากฎหมายเหล่านี้เพิ่มเติมด้วย เช่น jurisprudence, international law, comparative law, comparative trade law, and copyright patents and trade marks

หลังจากที่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลีย ทางด้านกฎหมาย พร้อมกับสาระดีๆและเป็นประโยชน์ หากท่านสนใจต้องการข้อมูลการศึกษาในด้านกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย ประเทศอื่นๆ อาทิ เช่น อเมริกา อังกฤษ และอีกมากมาย หรือต้องการข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาต่อ เรา EdNET เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านคำแนะนำ และปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อต่างประเทศพร้อมยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างดีที่สุด จากประสบการณ์ที่มีเรามาหลายปี และประสบการณ์ตรงของผู้ให้คำแนะนำ
ในวันที่ 17 July 2010 ที่ สีลม ออฟฟิต EdNET ได้จัดกิจกรรมการสัมมนาการศึกษาต่อต่างประเทศ ในสาขากฏหมาย ในประเทศ Australia, UK and USA ส่วนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
T: 02-2384240 -7
w: www.ednet.co.th
Facebook: EdNET CO., Ltd
Twitter: Ednetthailand

Posted in Australia | Tagged , , , , , | Leave a comment

เรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษน่าสนใจอย่างไร

ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีระบบจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัดมาเป็นเวลายาวนาน และสืบเนื่องจากระบบจารีตประเพณีดังกล่าว ถือเป็นพื้นฐานของการวางระบบกฎหมายของประเทศอังกฤษในเวลาต่อมา องค์ประกอบหลายอย่างของระบบกฏหมายอังกฤษ ถูกนำไปใช้ทั่วโลก เพราะมีมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ รากฐานของระบบกฎหมายบางประเทศ มีที่มาจากการนำเอากฎหมายอังกฤษไปใช้

ทำไมต้องศึกษาวิชากฎหมายที่สหราชอาณาจักร – ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติราว 14,500 คนกำลังศึกษาวิชากฎหมายอยู่ที่สหราชอาณาจักร หรือประมาณ 17% ของนักศึกษานิติศาสตร์ทั้งหมด คุณสามารถเลือกเรียนจากหลักสูตรมากกว่า 1,500 หลักสูตรที่สถาบันหลายสิบแห่งในประเทศอังกฤษ (อ้างอิง : www.prospects.ac.uk)กฏหมายในประเทศอังกฤษ ยังมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยอีกด้วย สถาบันชั้นนำของประเทศอังกฤษ มีการพัฒนารายวิชากฏหมาย โดยการนำไปใช้กับวิชาการ งานวิจัยเพื่อให้ทันสมัยไปกับยุคเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ เช่น กฏหมายด้านสารสนเทศ ว่าด้วยเรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล อาชญากรรมไซเบอร์ ในเชิงธุรกรรมพาณิชย์ เป็นต้น

นอกจากนั้นโอกาสในการทำงานของนักศึกษากฏหมายของอังกฤษยังมีโอกาสในการสร้างประสบการณ์การทำงานกับบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ ประสบการณ์การทำงานในระดับชาติ นักศึกษาทุกคนมีโอกาสได้เข้าร่วมการฝึกอบรมทั้งด้านวิชาการและการลงมือปฏิบัติจริง โดยการฝึอบรม สถาบันบางแห่งจัดให้นักศึกษากฏหมายเข้าอบรมในตำแหน่งผู้ช่วยทนายความ และสามารถเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีอีกด้วย รวมถึงการฝึกงานเป็นอาสาสมัครองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

นักศึกษาวิชากฏหมายอังกฤษ ยังมีสิทธิที่สามารถลงเรียนในรายวิชาการบังคับใช้กฏหมายว่าด้วยการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช เป็นวิชาที่ให้ความรู้พื้นฐานในการเข้าทำงานกับกรมตำรวจ และงานด้านรักษาความปลอดภัย ดังนั้นการเรียนการสอนวิชาว่าด้วยกฏหมาย จึงเน้นที่ทักษะในการวิเคราะห์ เพื่อสามารถนำวิชาความรู้ไปใช้งานได้จริง การโต้แย้งอย่างมีเหตุผล การแก้ปัญหาและการสื่อสาร นักศึกษาที่จบการศึกษาภาควิชากฏหมายอังกฤษ จึงสามารถนำความรู้ไปใช้สมัครงานได้หลากหลายอาชีพ มิเพียงแต่จำกัดเฉพาะอาชีพทนายความเท่านั้น เพราะความรู้ทางกฏหมายที่ได้จากการเรียน สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งการเมือง การทำธุรกิจระหว่างประเทศ งานบริหาร การเงิน หรือแม้แต่งานของภาครัฐ

สำหรับนักศึกษาที่ไม่มีพื้นฐานการเรียนกฏหมายมาก่อน สถาบันหลายแห่งมีหลักสูตรกฏหมายเชิงพาณิชย์และหลักสูตรพื้นฐานสำหรับผู้สนใจให้เลือกเรียน อาทิ เช่น Graduate Diploma Law เมื่อจบหลักสูตรดังกล่าว นักศึกษาสามารถต่อยอดการเรียนวิชากฏหมายว่าด้วยเรื่องเฉพาะวิชาชีพได้ เช่น กฏหมายว่าด้วยการแพทย์ งานสื่อสารมวลชน กฏหมายว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.lawsociety.org.uk

หลังจากที่ได้อ่านข้อมูลที่น่าสนใจ และเพรียบพร้อมด้วยสาระ หากท่านเกิดความสนใจที่อยากจะศึกษาต่อทางด้านกฎหมายในประเทศอังกฤษ หรือประเทศอื่นอาทิเช่น Australia, USA, Canada, New Zealand และอื่นๆ อีกมากมาย เรา EdNET ผู้เชียวชาญ เป็นเลิศ และเป็นที่ไว้วางใจให้เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยชื่อดังจากหลากหลายประเทศ และสถาบัน พร้อมให้คำแนะนำการศึกษาต่อต่างประเทศอย่างสุดความสามารถ เพราะเราเชื่อมั่นว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาทั้งตัวบุคคล และประเทศชาติ

นอกหนือจากนี้ EdNET ยังได้จัดสัมมนาการศึกษาต่อต่างประเทศ ในสาขาวิชาทางด้านกฏหมาย ในวันที่ 17 July 2010 ที่ สีลม ออฟฟิต ส่วนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:

T: 02-2384240 -7
w: www.ednet.co.th
Facebook: EdNET CO., Ltd
Twitter: Ednetthailand

Posted in UK | Tagged , , , , , , , | Leave a comment

Law Study in USA

หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเรียนต่อในประเทศอเมริกา และอีกหลายฝันก็อยากจะศึกษาต่อทางด้านกฎหมาย แต่ก่อนที่จะสร้างฝันให้กลายเป็นจริงได้นั้น เราต้องมานั่งพิจารณา ศึกษาดูว่าปัจจัยที่สำคัญๆ มีอะไรบ้าง และถ้าหากจะปรึกษาผู้รู้ ควรจะไปปรึกษาที่ไหนอย่างไร

เราเริ่มหาคำตอบแรกโดยการค้นหาข้อมูลของมหาวิทยาลัย การเตรียมความพร้อม และปัจจัยอื่นๆ ว่ามีสาระสำคัญอะไรบ้าง? เพราะการสอบเข้า Law School ในมหาวิทยาลัยระดับ Top 50 ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องใช้เวลาเตรียมตัวอย่างมาก เพราะอาชีพในสาขากฎหมายสามารถทำเงินได้ปีละหลายแสนดอลล่าร์ สำหรับผู้ที่ต้องการสอบผู้พิพากษา ควรศึกษารายชื่อมหาวิทยาลัยที่ผ่านความเห็นชอบจาก ก.ต.เสียก่อนซึ่งมีรายชื่อมหาวิทยาลัยในอเมริกาถึง 60 แห่งด้วยกัน

ส่วนคำตอบที่สอง การทำความเข้าใจเกี่ยวระบบกฎหมายของประเทศอเมริกา ว่าเป็นระบบที่เหมือนหรือแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างไร ระบบกฎหมายของอเมริกาเป็นระบบที่เรียกกว่า Common law กล่าวคือ เป็นระบบกฎหมายที่ยึดถือคำพิพากษาก่อนเป็นบ่อเกิดของกฎหมาย จากบรรทัดฐานในคดีก่อน (Judge Made Law) ดังนั้นหลักในการศึกษากฎหมายจึงเน้นความสำคัญไปที่แนวคำพิพากษาของศาลในคดีก่อน ซึ่งต่างกับระบบกฎหมายไทยที่ใช้ระบบ Civil law กล่าวคือ เป็นการศึกษากฎหมายที่เน้นความสำคัญไปที่ตัวบทประมวลกฎหมาย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร การตัดสินพิจารณาคดีความก็จะตีความจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมาย

การเรียนกฎหมายในอเมริกานั้นส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การแสดงความคิดเห็น อภิปรายและมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ในบางวิชาอาจารย์จะมอบหมายให้นักเรียนเตรียมตัวศึกษาและอ่านหนังสือมาล่วงหน้า และนำมาแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจและสรุปกันในห้องเรียน เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในหลักกฎหมายอย่างลึกซึ้งและสามารถปรับใช้กฎหมายได้ถูกต้อง ซึ่งการเรียนกฎหมายในอเมริกานั้นสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้

1. J.D. (Juris Doctor) เป็นการศึกษากฎหมายอเมริกาขั้นแรก โดยผู้ที่จะสมัครเรียนต้องจบปริญญาตรีสาขาอื่นๆ มาก่อน และต้องผ่านการทดสอบความรู้เชิงกฎหมายหรือที่เรียกว่า LSAT (Law school Admission Test) ระยะเวลาในการเรียน 3 ปี สามารถประกอบวิชาชีพทนายความในอเมริกาได้โดยต้องสอบผ่านเกณฑ์เพื่อประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานของ American Bar Association ให้ได้ ก่อนแล้วแต่ว่าใครจะประกอบวิชาชีพอยู่รัฐใดก็ต้องสอบให้ผ่าน Bar ของรัฐนั้น

2. LL.M. (Master of Law) เป็นการศึกษากฎหมายอเมริการะดับปริญญาโท โดยผู้ที่จะสมัครเรียนต้องจบปริญญาตรีทางกฎหมายมาก่อน ระยะเวลาในการเรียนประมาณ 9 เดือน ถึง 1 ปี เมื่อจบปริญญาโทแล้ว มีสิทธิสมัครสอบ Bar เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นทนายความของรัฐต่างๆในอเมริกาได้

3. J.S.D. / S.J.D. (Juris Science Of Law) เป็นการศึกษากฎหมายอเมริการะดับปริญญาเอก เป็นปริญญากฎหมายขั้นสูง โดยผู้ที่จะสมัครเรียนต้องจบปริญญาโททางกฎหมายมาก่อน ระยะเวลาในการเรียน 3 ปี ผู้ที่จบได้วุฒิ J.S.D./ S.J.D. ออกมา ส่วนใหญ่จะเลือกประกอบอาชีพเป็นนักวิชาการ หรือเป็นอาจารย์มากกว่าจะไปสอบ Bar เพื่อเป็นทนายความ

สำหรับนักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาต่อด้านกฎหมายตามหลักสูตรข้างต้นต้องมีผลทดสอบภาษาอังกฤษ (TOEFL) GPA ตามที่กำหนด พร้อมกับเอกสารอื่นๆตามที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ ต้องการ การเรียนกฎหมายในอเมริกาให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้อยู่ที่การท่องจำตามตัวบทกฎหมาย แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจหลักการใช้กฎหมายและตัวบทกฎหมายอย่างถ่องแท้ การเรียนที่มุ่งมั่น ความรักในอาชีพนักกฎหมาย ประกอบกับการมีจริยธรรมในวิชาชีพจะช่วยให้เราเป็นนักกฎหมายที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าคุณยังไม่มั่นใจ ตัดสินใจไม่ถูกในการเลือกสถาบัน หรือต้องการคำแนะนำ ปรึกษาการเรียนต่อทางด้านกฎหมายในอเมริกาจากผู้เชียวชาญ เรา EdNET ก็พร้อมที่จะช่วยให้คำแนะนำ ปรึกษาด้วยความยินดียิ่ง นอกเหนือจากนี้เรายังได้จัดสัมมนาการศึกษาต่อต่างประเทศ ในสาขากฏหมาย ในประเทศ Australia, UK and USA ในวันที่ 17 July 2010 ที่ สีลม ออฟฟิต ส่วนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
T: 02-2384240 -7
w: www.ednet.co.th

Posted in USA | Tagged , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment

ผมอยากทำงานยูเอ็น


บ่ายแก่ ๆ วันหนึ่ง หนุ่มน้อยหน้าตาดีนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนามสมมุติว่า พินิจ เข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องการเรียนต่อ พินิจเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เป็นตัวเก็งเกียรตินิยมเหรียญทองในสาขารัฐศาสตร์ที่กำลังเรียนอยู่ เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงอยากทำงานยูเอ็น พินิจตอบด้วยความมั่นใจว่า เพราะยูเอ็นเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่เป็นความใฝ่ฝันของคนเก่งทั้งหลายที่จะเป็นผู้หนึ่งที่ได้เดินเข้าเดินออกหน่วยงานนี้ในฐานะผู้ปฏิบัติงาน พินิจได้รับคำชื่นชมในความชัดเจนของเป้าหมายชีวิต ในขณะที่นักศึกษาอีกหลาย ๆ คนยังไม่รู้ตัวตนว่าตนเองต้องการจะเป็นอะไร แต่พินิจต้องอึ้งและเงียบไปเล็กน้อยเมื่อถูกถามต่อไปว่า “หน่วยงานไหนในยูเอ็นที่พินิจอยากเข้าไปทำงาน”
“หน่วยงานไหนก็ได้ครับขอให้เป็นยูเอ็น” คำตอบของพินิจอยู่ในอาการกึ่งแน่ใจกึ่งไม่แน่ใจ อาจารย์ผู้ซักถามที่กำลังทำหน้าที่เหมือนนักสืบในการค้นหาเป้าหมายที่แท้จริงให้พินิจ ถามต่อไปว่า “ถ้าเค้าจับพินิจไปทำงานในแผนกคอมพิวเตอร์หล่ะ”
“ผมไม่เอาเพราะผมไม่ได้เรียนมาทางนี้”
“จริง ๆ ยูเอ็นก็เหมือนองค์กรทั่วไปที่มีผู้คนทำงานอยู่หลากหลายหน้าที่ มีตั้งแต่ยาม บัญชี คอมพิวเตอร์ การเงิน ไปจนถึงรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของประเทศต่าง ๆ พินิจรู้ไม๊ว่ายูเอ็นมีหน้าที่ต้องทำอะไรให้กับประชาคมบนโลกใบนี้” คำถามของอาจารย์แนะแนวท่านนี้กำลังดึงให้พินิจ เชื่อมโยงสิ่งที่พินิจมองว่าเป็นเป้าหมายแห่งอนาคตกับตัวตนของตนเพื่อหาเส้นทางการเรียนต่อที่เหมาะสม
“ยูเอ็นก็เหมือนรัฐบาลกลางที่พยายามทำหน้าที่รักษาสันติภาพของโลกใบนี้” พินิจตอบด้วยความมั่นใจ
“อาจารย์เห็นว่าดีมากที่พินิจชัดเจนในเรื่ององค์กรหรือหน่วยงานที่เราอยากจะเข้าทำงาน แต่เราจำเป็นต้องชัดเจนว่า และในหน้าที่อะไร งานแบบไหนที่เราอยากทำถ้าไม่อย่างนั้นการลงทุนของเราทั้งด้านเวลา และเงินทองที่จะไปเรียนต่ออาจสูญเปล่า ยูเอ็นเป็นหน่วยงานที่ใคร ๆ ก็ใฝ่ฝัน การแข่งขันก็ย่อมต้องสูงมาก เพราะถ้าเราไม่เก่งจริง โอกาสก็น้อย แต่อาจารย์เชื่อว่าองค์กรระดับนี้ไม่ได้ต้องการคนเก่งหรือคนที่รู้ตำราเพียงอย่างเดียว เราต้องมีความเข้าใจและมีวิสัยทัศน์ มีมุมมองต่อปัญหาของโลกใบนี้อย่างชัดเจนและเข้าถึงแก่น”
“ถ้าจะมองกว้าง ๆ และสรุปสั้น ๆ หน้าที่ของยูเอ็นมี 3 อย่าง 1 แก้ไขความขัดแย้งและรักษาสันติภาพ 2 งานให้ความช่วยเหลือ 3 งานพัฒนา หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมดของยูเอ็นมีขึ้นก็เพื่อ support ภารกิจ 3 ด้านนี้เป็นหลัก ในส่วนของภารกิจแก้ไขความขัดแย้งซึ่งจะมีตั้งแต่สงครามระหว่างรัฐ ประเทศ เผ่าพันธุ์ ความขัดแย้งด้านดินแดน อาณาเขต ถ้าเราอยากมีส่วนเกี่ยวข้องในภารกิจนี้ เราก็อาจต้องเลือกเรียน สาขา Conflict Resolution ในภารกิจการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นที่เป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนและ ปัญหามนุษยธรรม เช่น ผู้อพยพ อย่างกรณีเวียดนามอพยพหลายสิบปีก่อนที่ยูเอ็นเคยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการให้ความช่วยเหลือที่พนัสนิคม โดยตั้งเป็นค่ายผู้อพยพ แล้วค่อยให้ประเทศต่าง ๆ รับคนเหล่านี้เข้าไปอยู่ เป็นต้น ประเภทการให้ความช่วยเหลืออีกอย่างหนึ่งที่ยูเอ็นจะเน้นก็คือปัญหาสาธารณสุข เช่น โรคเอดส์ ถ้าเราสนใจในภารกิจส่วนนี้ เราก็อาจต้องเลือกเรียน Human Right ถ้าในงานสาธารณสุขก็จำเป็นต้องมีพื้น หรือไม่ก็เป็นงาน support อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญของยูเอ็นคือการพัฒนา ยิ่งในทศวรรษนี้ยูเอ็นจะเน้นมากโดยเฉพาะ การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน Development for Sustainability มีหลายสถาบันในขณะนี้ที่เปิดสอน เศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนา Economics for Development หรือสาขา Development Studies ถ้าเราสนใจงานพัฒนาซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งไปยังประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศที่ยังยากจน เช่นประเทศในแถบเอเซีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา เราก็ต้องมีความชัดเจนในแนวคิด sustainability หรือ ความยั่งยืน ให้ได้ เพราะนี่คือทิศทางการพัฒนาที่ยูเอ็นกำลังเดินไป ซึ่งต่างจากแนวคิดการพัฒนาในทศวรรษที่แล้ว ปัจจุบันก็มีหลายมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขานี้ทั้งในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา และอีกหลายสถาบันที่เน้นการวิจัยไปยังแนวคิด sustainability นี้ อาจารย์เชื่อว่านับแต่นี้ต่อไป คำว่า “sustainability หรือความยั่งยืน” จะเป็นแกนกลางของทุก ๆ เรื่องทุก ๆ อาชีพ”
“ที่อาจารย์พูดมายืดยาวทั้งหมดก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า การรู้ว่าเราอยากทำงานที่ไหนนั้นยังไม่พอ เราต้องรู้ให้ลึกลงไปว่าเป็นงานอะไร และที่สำคัญ งานนั้นใช่เราหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่เรา เราอาจจะอยู่ไม่ยาว ถ้าไม่ชัดเจนตรงนี้ การลงทุนเรียนต่ออาจเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าเพราะเราอาจต้องลงทุนใหม่ อยากให้พินิจลองค้นหาตัวเองให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อนการตัดสินใจจริง ๆ แต่ตอนนี้ก็ดีแล้วที่รู้ว่าอยากทำงานในองค์กรไหน เพราะอย่างน้อยเป้าหมายของเราก็แคบเข้า การค้นหาต่อไปก็ง่ายขึ้น”
พินิจกล่าวคำขอบคุณและลาพร้อมทั้งรับปากว่าจะกลับไปทบทวนตัวเองและค้นหาเป้าหมายของตนให้มากกว่านี้ก่อนตัดสินใจเลือกลงเรียนสาขาใดสาขาหนึ่งจริง ๆ

Posted in General, USA, Work and study | Leave a comment

Practical Training in USA

เสียงโทรศัทท์ดังขึ้น กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เป็นสายสอบถามข้อมูลเรียนต่อที่อเมริกา “พี่คะ/พี่ครับ อยากทราบว่าถ้าเราไปเรียนที่อมเริกา ช่วงเวลาว่าง เราสามารถไปทำงานเสริฟที่ร้านอาหารไทยจะได้ไหมคะ/ ครับ” หรือ “เรียนจบแล้ว เราหางานทำที่นั่นเลยได้ไหม อยากได้ citizen อเมริกัน จะเป็นไปได้ไหม” น้องหลายๆคน ได้ยินเรื่องราวดีๆ Success Story ของรุ่นพี่หลายคนที่ได้ไปทำงานเสริฟ เก็บเงินได้เป็นกอบกำ บางทีดีกว่าเพื่อนที่จบโทมาแล้วทำงานอยู่ในบริษัทใหญ่ๆ หลายคนสักอีก หรือพี่บางคนได้งานทำที่บริษัท Microsoft บริษัท IBM หรือ World Bank ได้เงินเดือนตั้งหลายหมื่นเหรียญต่อปี เขาทำได้
ยังไงกัน???

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่าระเบียบข้อบังคับการอนุญาตให้ทำงานของประเทศอเมริกาแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อังกฤษ หรือแคนาดา เพราะอเมริกาแป็นประเทศที่ไม่อนุญาตให้นักเรียนที่ถือวีซ่า F1 ทำงานนอกมหาวิทยาลัย (Off Campus) ในช่วงที่เรียนอยู่เลย งานที่อนุญาตให้ทำได้จะเป็นงานในมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพราะถือเป็นส่วนหนี่งของการทำ Practical Training

ใครกำลังคิดจะไปเป็นนักศึกษาของประเทศอมริกา ตั้งใจฟังทางนี้ แม้ว่าอเมริกาจะไม่อนุญาตให้นักเรียนทำงานอกมหาวิทยาลัยทุกชนิด รวมทั้งงานเสริฟในร้านอาหารไทย แต่อมเริกาอนุญาตให้นักเรียนทำ Practical Training ได้ ซึ่งนับเป็นการให้ทำงานในอเมริกาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนเท่านั้น

เรามาทำความรู้จักกับ Practical Training กันว่าในฐานะที่เราจะไปเป็นนักเรียนที่นั่น เราจะได้ทราบว่า เรามีสิทธิ์ที่จะทำงานอะไรได้บ้าง จะต้องทำอย่างไร และควรติดต่อกับใคร แผนกที่กำกับดูแลการทำงานของนักเรียนต่างชาติในอเมริกา เราเรียกกันว่า US Department of Homeland Security ซึ่งการอนุญาตทำงานจะมีการกำหนดประเภทของงานที่อนุญาตให้นักเรียนต่างชาติทำงานได้ สามารถถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก International Student Advisor ของสถาบันการศึกษาที่เราเรียนอยู่ ซึ่งทางสถาบันอาจมีการกำหนดงานที่นักศึกษต่างชาติสามารถทำได้ ซึ่งประเภทงานที่ทำจะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เราเรียนมา นอกจากนี้ นักศึกษาที่ได้ลงเรียนเต็มเวลา สามารถทำงานกับองค์กรนานาชาติได้ อาทิเช่น United Nations World Bank โดยต้องได้รับการรับรองจาก International Organization Immunities Act ทั้งนี้นักศึกษาควรวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งภาคการศึกษา สำหรับการทำ Practical Training มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน

ประเภทแรก OPT (Optional Practical Training) นักเรียนที่ถือวีซ่า F1 และมีสถานภาพนักศึกษาเป็นนักศึกษาประจำมาแล้วหนึ่งปี มีสิทธืที่จะทำ OPT ได้ และงานนั้นต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนมา ซึ่งการทำงาน OPT มีอยู่ 4 แบบด้วยกัน

1. ในระหว่างภาคการเรียน นักศึกษาสามารถทำงานได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 20 ชั่วโมง
2. ในช่วงปิดภาคการเรียน นักศึกษาสามารถทำงานได้สูงสุดถึงอาทิตย์ละ 40 ชั่วโมง
3. ในช่วงทำวิทยานิพนธ์ หรือหลังจากลงเรียนวิชาในหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว
4. หลังจากที่สำเร็จการศึกษาแล้ว

การทำงานในมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่ถือวีซ่า F1 สามารถทำงานในมหาวิทยาลัยได้ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ โดยต้องได้รับการอนุญาตจาก ISP (International Student Program) เสียก่อน โดยจะทำงานได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20 ชั๋วโมง ส่วนในช่วงซัมเมอร์ สามารถทำงานได้มากขึ้นเป็นสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง

ประเภทสอง CPT (Curricular Practical Training) นักเรียนที่ถือวีซ่า F1 มาแล้วหนี่งปี มีสิทธิ์ที่จะทำ CPT ได้ โดยที่งานนั้นๆจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนไม่ว่าจะเป็นการทำ Co-op หรือ Externship และจะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนอยู่ โดยต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงาน ISP ก่อน และนักศึกษาจะต้องลงเรียนเต็มเวลาอยู่ด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการอนุญาตให้นักศึกษาทำงานได้เนื่องมาจากความขัดสนทางเศรษฐกิจ นักศึกษาที่สามารถเข้าร่วมได้ต้องถือวีซ่า F1 มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปีการศึกษา จะต้องแสดงหลักฐานให้กับหน่วยงาน USCIS (US Citizenship and Immigration Services) ชี้แจงสาเหตุปัญหาทางเศรษฐกิจทีรุนแรงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

โดยการสมัครเข้าโปรแกรม Practical Training นั้น ทาง DSO (Designated School Official) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ ของสถาบันการศึกษานั้น จะเป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำการสมัคร OPT โดยต้องยื่นเรื่องให้กับทาง USCIS โดยกรอกแบบฟอร์ม I-765 พร้อมเอกสารจากทาง DSO ที่ได้ระบุรายละเอียดใน SEVIS ซึ่งต้องส่งล่วงหน้า 90 วัน ก่อนจะเรียนครบหนึ่งปีการศึกษา และจะต้องเริ่มทำงานตามวันที่อนุมัติในเอกสารเท่านั้น โดยที่นักศึกษาจะทำงานได้ไม่เกิน 12 เดือนเท่านั้น แต่เมื่อเร็วๆนี้ มีการขยายเวลาการทำ OPT เป็น 29 เดือนเปิดให้เฉพาะกับผู้ที่เรียนสาขาวิชา Science ด้าน Technology ด้าน Engineering หรือ ทางด้าน Mathematics สามารถทำงานได้เพิ่มอีก 17 เดือนเป็น 29 เดือน เพื่อให้บริษัท องค์กรของอเมริกาสามารถจ้างแรงงานต่างชาติที่มีความสามารถเฉพาะทางได้ยาวนานขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศภาพรวมได้

หากมีการเปลี่ยนโรงเรียน หรือยกเลิกการเรียนกลางครัน การได้สิทธิ์ทำ OPT จะถูกยกเลิกในทันที แต่ถ้าหากนักเรียนจะต้องเดินทางกลับประเทศชั่วคราวในช่วงที่ได้รับการจ้างงานนั้น นักเรียนสามารถที่จะกลับเข้ามาทำงานได้ใหม่กับสถาบันการศึกษาเดิมที่ได้เรียนอยู่

รู้อย่างนี้แล้ว อยากแนะนำให้คนที่ถือวีซ่า F1 และคิดจะไปทำงานในร้านอาหารเพื่อหาสตางค์ชั่วครู่ซั่วคราว ระวังตัวให้มากขึ้น เพราะถ้าหากเราถูกทาง Homeland Security จับได้เราก็จะอดได้รับสิทธิ์ดีๆจากการทำ Practical Training ขณะที่เรียนอยู่และหลังจากเรียนจบ ซ้ำร้ายอาจถูกส่งกลับประเทศ และมีชื่อติดใน Black List ไม่ให้กลับเข้ามาเรียนในอเมริกาได้อีกเลยก็เป็นได้

Posted in General, USA, Work and study | Tagged , , , , , | Leave a comment

Study and Work Programme in Canada (โครงการเรียนและฝึกงานในแคนาดา)

EdNet มีโครงการดีๆ มาแนะนำให้น้องๆ นักศึกษาและผู้ที่สนใจที่จะพัฒนาทักษะด้านอาชีพการงาน โดยโครงการนี้จะแบ่งได้ 3 ประเภท

  1. Work and study ( get paid job or get paid internship)
  2. Work and study ( unpaid job or unpaid internship)
  3. Co-op Program certificate/ diploma /bachelor /grad -cert/grad- dip

1. Work and study (get paid job or get paid internship) โครงการเรียนภาษาและฝึกงานในสถาบันภาษาของเอกชน (มีค่าตอบแทน)
 ส่วนของที่จ่ายค่าตอบแทน

- Hotel/ Motel-front desk, housekeeping, maintenance, servers
- Ski Resorts-lift operators, ski or snowboard instructors
- Restaurants/ Pubs-kitchen help, sous-chefs, dishwashers, servers
- Golf Courses-maintenance and grounds workers
- Wineries-retail sales, tour guides, pickers
- Orchards, Farms, Ranches-pickers, farm and ranch labourers
- Construction and Building trades-skilled and unskilled labourers
- Retail shops-clerks and stock takers

2. Work and study (unpaid job or unpaid internship) โครงการเรียนภาษาและฝึกงาน ในสถาบันภาษาของเอกชน (ไม่มีค่าตอบแทน) สามารถเลือกทำงานในสาขา เฉพาะทางที่สนใจ หรือ เพิ่มศักยภาพในประสบการณ์การทำงานกับบริษัทต่างๆ ในแคนาดา
ระยะเวลาของโครงการ  :  1 month – 1 year
สำหรับหน่วยงานที่รับนักศึกษาเข้าฝึกงานมีให้เลือกหลากหลายตามสายงาน ดังนี้ 
ส่วนงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน

-Business Administration: Marketing, Operations, Human Resources, Finance, Accounting, Event Planning
-Engineering: Any sector including Research & Development, Manufacturing, Testing, Operations
-Design: Media Print, Digital, Web, Design, Operations, Marketing
-Sports Management: Sports Team Management, Events, Marketing, Equipment
-Law Criminal Law: Human Rights, Immigration Law
-Sciences Biotechnology: Food Sciences, Robotics, Geology, Geography, Environment
-IT: Any area including Java Specialist, Quality Assurance, Programmer

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับสถาบันที่เราสมัครและระยะเวลาที่ร่วมโครงการประมาณ
เรียน 3  เดือน ฝึกงาน 3  เดือน  150,000-180,000  บาท เรียน 6 เดือน ฝึกงาน 6 เดือน ประมาณค่าใช้จ่าย  300,000-500,000  บาท
สถาบันภาษาที่เปิดรับนักศึกษาเข้าโครงการฝึกงาน ได้แก่:
Language Studies International (LSI) - Vancouver, Toronto
Pacific Language Institute (PLI) – Vancouver (Get paid), Toronto (Unpaid)/ OPUS program
Vancouver English Centre (VEC) – Vancouver, Banff
            International House (IH)-Vancouver, Toronto, CalgaryINTERNeX™ Internship Exchange 
            International Gateway Kelowna (IGK)-Kewlona B.C unpaid program
3. Co-op Program certificate/ diploma /bachelor /grad -cert/grad- dip
โครงการเรียนภาษาและฝึกงาน ในวิทยาลัยของรัฐบาล (มีและ ไม่มีค่าตอบแทน) สามารถเลือกเรียนและทำงานในสาขา เฉพาะทางที่สนใจ  เพิ่มศักยภาพในประสบการณ์การทำงานกับบริษัท และหน่วยงานต่างๆในแคนาดา
ระยะเวลาโครงการ 8 months – 2 years
สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ

George Brown College, Niagara College, Humber College, Seneca college, St. Lawrence college, Algonquin College
สอบถามค่าใช้จ่ายและรายละเอียดของแต่ละสถาบัน และ promotion ปัจจุบัน  ได้ที่ info@ednet.co.th  หรือ โทร 02-238 4240-7

Posted in Work and study | Tagged , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , | Leave a comment