<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>EdNET - We take you to the world</title>
	<atom:link href="http://www.ednet.co.th/blog/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.ednet.co.th/blog</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 12 Oct 2010 23:32:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.1</generator>
		<item>
		<title>ค้นหาตัวตนและอาชีพในฝัน</title>
		<link>http://www.ednet.co.th/blog/?p=267</link>
		<comments>http://www.ednet.co.th/blog/?p=267#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Jul 2010 16:39:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ednetthailand</dc:creator>
				<category><![CDATA[General]]></category>
		<category><![CDATA[career]]></category>
		<category><![CDATA[job]]></category>
		<category><![CDATA[Personality]]></category>
		<category><![CDATA[self finding]]></category>
		<category><![CDATA[your dream job]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ednetthailand.wordpress.com/?p=267</guid>
		<description><![CDATA[แม้กระทั่ง ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ที่เราเชื่อว่ามี IQ สูงที่สุดในโลก ก็ยังใช้ความสามารถของตนเองสูงสุดเพียง 10% เท่านั้น มีขุมพลังอีกมากมายถึง 90% ที่ไอสไตน์ยังไม่ได้นำออกมาใช้ แสดงว่ามนุษย์เราทั่วไปที่เก่งน้อยกว่าไอสไตน์ใช้ความสามารถของตนเองไม่ถึง 10% ขุมพลังความสามารถอีกกว่า 90% จึงยังสงบนิ่งรอให้เจ้าของขุดเจาะ “ค้นหา” และนำออกมาใช้ การรู้จักตัวตน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบขุมพลัง และขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ แต่น่าเสียดาย คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ว่า “ตนคือใคร” “ตนต้องการอะไรในชีวิต” หลายคนไม่เคยแม้กระทั่งคิดที่ค้นหา จึงดำเนินชีวิตคล้อยตามไปกับ “กระแส” ของผู้อื่นจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต แต่คนที่อยากรู้จักตัวเอง อยากรู้ว่าตัวเองมีอะไรดี อะไรไม่ดี จะเริ่มต้นอย่างไร อย่างน้อยที่สุด เพื่อความสำเร็จในด้านการงานอาชีพ ปัจจุบันมีศาสตร์ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การค้นหาตนเอง &#8230; <a href="http://www.ednet.co.th/blog/?p=267">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>แม้กระทั่ง ไอสไตน์ นักวิทยาศาสตร์ที่เราเชื่อว่ามี IQ สูงที่สุดในโลก ก็ยังใช้ความสามารถของตนเองสูงสุดเพียง 10% เท่านั้น มีขุมพลังอีกมากมายถึง 90% ที่ไอสไตน์ยังไม่ได้นำออกมาใช้ แสดงว่ามนุษย์เราทั่วไปที่เก่งน้อยกว่าไอสไตน์ใช้ความสามารถของตนเองไม่ถึง 10% ขุมพลังความสามารถอีกกว่า 90% จึงยังสงบนิ่งรอให้เจ้าของขุดเจาะ “ค้นหา” และนำออกมาใช้ การรู้จักตัวตน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบขุมพลัง และขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ แต่น่าเสียดาย คนส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ว่า “ตนคือใคร” “ตนต้องการอะไรในชีวิต” หลายคนไม่เคยแม้กระทั่งคิดที่ค้นหา จึงดำเนินชีวิตคล้อยตามไปกับ “กระแส” ของผู้อื่นจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต</p>
<p>แต่คนที่อยากรู้จักตัวเอง อยากรู้ว่าตัวเองมีอะไรดี อะไรไม่ดี จะเริ่มต้นอย่างไร อย่างน้อยที่สุด เพื่อความสำเร็จในด้านการงานอาชีพ ปัจจุบันมีศาสตร์ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การค้นหาตนเอง การรู้จักตนเอง การพัฒนาตนเอง มากมายในโลกตะวันตก เพื่อช่วยให้ผู้คนค้นหาอาชีพการงานที่เหมาะสมสอดคล้องกับตนเอง สำหรับโลกตะวันออก การพัฒนาความรู้ในการ “รู้จักตัวตน” ก็มีมากมาย แต่มักเป็นไปเพื่อการค้นหาความสุข และความสมดุลให้กับชีวิต คนฉลาดคือคนที่สามารถประสานศาสตร์ทั้งโลกตะวันตกและโลกตะวันออกเข้าด้วยกัน ด้วยการ รู้จักตัวตน ทำอาชีพที่ตนรัก และ อยู่อย่างมีสมดุล</p>
<p><img class="size-medium wp-image-268 alignleft" title="self finding" src="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/self-finding.jpg?w=300" alt="" width="300" height="300" />ในการค้นหาอาชีพในฝัน เราจำเป็นต้องรู้องค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน<br />
1 ตัวเรา รู้ถึง บุคลิกภาพ ความสนใจ ความถนัด และความสามารถ<br />
2 อาชีพ รู้ถึงลักษณะของงานเนื้องาน เช่นเป็นงานที่ต้องการติดต่อผู้คน หรือเป็นงานที่อยู่กับที่ เป็นงานที่ต้องการพลังเดี่ยว หรือ ทำงานเป็นทีม ความสามารถที่ต้องการในงาน เช่น ความสามารถด้านการติดต่อสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ การวางแผน เป็นต้น<br />
3 สภาพแวดล้อม เช่น อิสรภาพในการกำหนดงาน ความหลากหลาย แรงกดดัน เวลา และ อุดมคติ<br />
4 จุดมุ่งหมายของชึวิต เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร เพื่อหาเงิน ทรัพย์สินเงินทอง หรือแสวงหาคุณค่าทางจิตใจและความสุขแท้ งานบางอย่างให้ทรัพย์สินเงินทอง แต่ให้คุณค่าทางจิตใจน้อย งานบางอย่างให้คุณค่าทางจิตใจสูงแต่ให้ผลตอบแทนด้านวัถตุน้อย<br />
การหาจุดลงตัวได้อย่างสมดุลทั้งสี่องค์ประกอบคือ อุดมคติในการดำรงชีวิตที่มนุษย์ใฝ่หา</p>
<p>ร่วม “ค้นหาตัวตนและอาชีพในฝัน” ของตัวคุณ และลูกหลานที่คุณรักในงานสัมมนา “How to discover yourself and your dream job ?”<br />
รับจำนวนจำกัด ไม่เกิน 20 ท่านเท่านั้น<br />
วันเสาร์ที่ 24 กรกฏาคม 2553 เวลา 13:00-16:00 น<br />
สถานที่ EdNet ชั้น 5 ห้อง 502 อาคารซิลลิคเฮาส์ (ติดกับโรงแรมดุสิตธานี)<br />
1-7 ถนนสีลม สถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง สถานีรถใต้ดินสีลม www.ednet.co.th</p>
<p>สำรองที่นั่งได้ทาง: โทร. 02 2384240-7<br />
email:info@ednet.co.th<br />
facebook: <a href="http://www.facebook/EdNetColtd">www.facebook/EdNetColtd</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ednet.co.th/blog/?feed=rss2&#038;p=267</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Studying Law in Australia</title>
		<link>http://www.ednet.co.th/blog/?p=262</link>
		<comments>http://www.ednet.co.th/blog/?p=262#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2010 16:17:02 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ednetthailand</dc:creator>
				<category><![CDATA[Australia]]></category>
		<category><![CDATA[overseas education]]></category>
		<category><![CDATA[study law in Australia]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนต่อกฎหมายในออสเตรเลีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ednetthailand.wordpress.com/?p=262</guid>
		<description><![CDATA[ในปัจจุบันนี้ นักเรียนไทยมีความต้องการที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศในด้านกฎหมายที่ประเทศออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความสวยงาม อากาศดี ผู้คนที่เป็นมิตร ภายใต้ระบบกฎหมายที่มีความซับซ้อนและมั่นคงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาช้านาน และยังเป็นประเทศที่เปิดรับนักเรียนต่างชาติ ทำให้นักเรียนที่จบกฎหมายจากออสเตรเลียได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่ามีทักษะและความรู้ทางกฎหมายในระดับสูง อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มพูนทักษะความรู้และเพิ่มประสบการณ์ในระดับนานาชาติอีกด้วย ในการเรียนกฎหมายนั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ มุ่งเน้นฝึกฝนทักษะทางวิชาชีพ และ เพิ่มพูนความรู้ทางกฎหมายเฉพาะทางให้มากขึ้น ดังนั้น นักเรียนที่ต้องการฝึกฝนทักษะทางกฎหมาย สามารถสมัครเรียนหลักสูตร Bachelor of Laws (LLB) หรือ Juris Doctor (JD) ทั้งในระดับปริญญาตรีและโท โดยจะสมัครเรียนร่วมกับสาขาอื่น ๆ เช่น สาขาศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ ด้วยก็ได้ (Combined Degree Program) แต่ว่านักเรียนต่างชาติส่วนมากจะสมัครเรียนหลักสูตรในระดับปริญญาโท (Diploma, Masters Degree, &#8230; <a href="http://www.ednet.co.th/blog/?p=262">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในปัจจุบันนี้ นักเรียนไทยมีความต้องการที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศในด้านกฎหมายที่ประเทศออสเตรเลียเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากว่าออสเตรเลียเป็นประเทศที่มีความสวยงาม  อากาศดี ผู้คนที่เป็นมิตร ภายใต้ระบบกฎหมายที่มีความซับซ้อนและมั่นคงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของขนบธรรมเนียมประเพณีที่มีมาช้านาน และยังเป็นประเทศที่เปิดรับนักเรียนต่างชาติ ทำให้นักเรียนที่จบกฎหมายจากออสเตรเลียได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่ามีทักษะและความรู้ทางกฎหมายในระดับสูง อีกทั้งยังเป็นโอกาสที่ดีในการเพิ่มพูนทักษะความรู้และเพิ่มประสบการณ์ในระดับนานาชาติอีกด้วย</p>
<p>ในการเรียนกฎหมายนั้นมีอยู่ 2 แบบ คือ มุ่งเน้นฝึกฝนทักษะทางวิชาชีพ และ เพิ่มพูนความรู้ทางกฎหมายเฉพาะทางให้มากขึ้น ดังนั้น นักเรียนที่ต้องการฝึกฝนทักษะทางกฎหมาย สามารถสมัครเรียนหลักสูตร Bachelor of Laws (LLB) หรือ Juris Doctor (JD) ทั้งในระดับปริญญาตรีและโท โดยจะสมัครเรียนร่วมกับสาขาอื่น ๆ เช่น สาขาศิลปะหรือวิทยาศาสตร์ ด้วยก็ได้ (Combined Degree Program) แต่ว่านักเรียนต่างชาติส่วนมากจะสมัครเรียนหลักสูตรในระดับปริญญาโท (Diploma, Masters Degree, และ Doctoral Degree) ซึ่งสามารถเลือกเรียนได้ทั้งแบบ coursework, research หรือ ทั้งสองแบบผสมกัน โดยที่หลักสูตรเหล่านี้จะมุ่งเน้นในด้านการพัฒนาเหตุผลเชิงตรรกศาสตร์ การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ รวมถึง การสร้างบัณฑิตให้เป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกสำหรับทักษะและความรู้ในด้านกฎหมาย เป็นการสร้างโอกาสให้สามารถทำงานในสาขาอื่น ๆ ได้ด้วย<br />
สำหรับระยะเวลาเรียนหลักสูตร LLB หรือ JD นั้น ถ้าจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาแล้ว จะใช้ระยะเวลาเรียน 3 ปี แต่ถ้ายังไม่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา จะใช้ระยะเวลาเรียน 4 ปี ส่วนนักเรียนที่สมัครเรียนหลักสูตรแบบ combined degree program จะใช้เวลา 3 ปีแรกเรียนหลักสูตรปริญญาตรี ร่วมกับวิชากฎหมายเบื้องต้น แล้วจึงใช้เวลาอีก 2-3 ปี เรียนหลักสูตรทางกฎหมาย ซึ่งมีทั้งหมด 29 มหาวิทยาลัยในออสเตรเลียที่เปิดสอนหลักสูตรด้านกฎหมาย ได้แก่ ANU, Deakin University, Macquarie University, Monash University, UNSW, University of Melbourne, La Trobe University, University of Sydney, University of Canberra, University of Western Australia เป็นต้น นอกจากนี้ ในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยยังเปิดสอนวิชากฎหมายเหล่านี้เพิ่มเติมด้วย เช่น jurisprudence, international law, comparative law, comparative trade law, and copyright patents and trade marks</p>
<p>หลังจากที่ได้อ่านบทความเกี่ยวกับการศึกษาต่อในประเทศออสเตรเลีย  ทางด้านกฎหมาย พร้อมกับสาระดีๆและเป็นประโยชน์ หากท่านสนใจต้องการข้อมูลการศึกษาในด้านกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย ประเทศอื่นๆ  อาทิ เช่น อเมริกา อังกฤษ และอีกมากมาย   หรือต้องการข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาต่อ   เรา EdNET เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านคำแนะนำ และปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อต่างประเทศพร้อมยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างดีที่สุด จากประสบการณ์ที่มีเรามาหลายปี และประสบการณ์ตรงของผู้ให้คำแนะนำ<br />
ในวันที่ 17 July 2010 ที่ สีลม ออฟฟิต EdNET ได้จัดกิจกรรมการสัมมนาการศึกษาต่อต่างประเทศ ในสาขากฏหมาย ในประเทศ Australia, UK and USA ส่วนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่<br />
T: 02-2384240 -7<br />
 w:  www.ednet.co.th<br />
Facebook:  EdNET CO., Ltd<br />
Twitter: Ednetthailand</p>
<p><a href="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/lawaus.jpg"><img src="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/lawaus.jpg?w=277" alt="" title="lawAus" width="277" height="300" class="aligncenter size-medium wp-image-263" /></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ednet.co.th/blog/?feed=rss2&#038;p=262</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรียนกฎหมายที่ประเทศอังกฤษน่าสนใจอย่างไร</title>
		<link>http://www.ednet.co.th/blog/?p=259</link>
		<comments>http://www.ednet.co.th/blog/?p=259#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2010 16:08:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ednetthailand</dc:creator>
				<category><![CDATA[UK]]></category>
		<category><![CDATA[EdNET]]></category>
		<category><![CDATA[Graduate Diploma Law]]></category>
		<category><![CDATA[study in UK]]></category>
		<category><![CDATA[study law]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษาต่อต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[สัมมนาการศึกษาต่อต่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[เรียนต่อกฎหมานในอังกฤษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ednetthailand.wordpress.com/?p=259</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีระบบจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัดมาเป็นเวลายาวนาน และสืบเนื่องจากระบบจารีตประเพณีดังกล่าว ถือเป็นพื้นฐานของการวางระบบกฎหมายของประเทศอังกฤษในเวลาต่อมา องค์ประกอบหลายอย่างของระบบกฏหมายอังกฤษ ถูกนำไปใช้ทั่วโลก เพราะมีมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ รากฐานของระบบกฎหมายบางประเทศ มีที่มาจากการนำเอากฎหมายอังกฤษไปใช้ ทำไมต้องศึกษาวิชากฎหมายที่สหราชอาณาจักร &#8211; ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติราว 14,500 คนกำลังศึกษาวิชากฎหมายอยู่ที่สหราชอาณาจักร หรือประมาณ 17% ของนักศึกษานิติศาสตร์ทั้งหมด คุณสามารถเลือกเรียนจากหลักสูตรมากกว่า 1,500 หลักสูตรที่สถาบันหลายสิบแห่งในประเทศอังกฤษ (อ้างอิง : www.prospects.ac.uk)กฏหมายในประเทศอังกฤษ ยังมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยอีกด้วย สถาบันชั้นนำของประเทศอังกฤษ มีการพัฒนารายวิชากฏหมาย โดยการนำไปใช้กับวิชาการ งานวิจัยเพื่อให้ทันสมัยไปกับยุคเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ เช่น กฏหมายด้านสารสนเทศ ว่าด้วยเรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล อาชญากรรมไซเบอร์ ในเชิงธุรกรรมพาณิชย์ เป็นต้น นอกจากนั้นโอกาสในการทำงานของนักศึกษากฏหมายของอังกฤษยังมีโอกาสในการสร้างประสบการณ์การทำงานกับบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ ประสบการณ์การทำงานในระดับชาติ นักศึกษาทุกคนมีโอกาสได้เข้าร่วมการฝึกอบรมทั้งด้านวิชาการและการลงมือปฏิบัติจริง โดยการฝึอบรม สถาบันบางแห่งจัดให้นักศึกษากฏหมายเข้าอบรมในตำแหน่งผู้ช่วยทนายความ และสามารถเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีอีกด้วย &#8230; <a href="http://www.ednet.co.th/blog/?p=259">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/lawuk.jpg"><img src="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/lawuk.jpg?w=300" alt="" title="lawUK" width="300" height="240" class="alignright size-medium wp-image-260" /></a>ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่มีระบบจารีตประเพณีอย่างเคร่งครัดมาเป็นเวลายาวนาน และสืบเนื่องจากระบบจารีตประเพณีดังกล่าว ถือเป็นพื้นฐานของการวางระบบกฎหมายของประเทศอังกฤษในเวลาต่อมา องค์ประกอบหลายอย่างของระบบกฏหมายอังกฤษ ถูกนำไปใช้ทั่วโลก เพราะมีมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ รากฐานของระบบกฎหมายบางประเทศ มีที่มาจากการนำเอากฎหมายอังกฤษไปใช้</p>
<p>ทำไมต้องศึกษาวิชากฎหมายที่สหราชอาณาจักร &#8211; ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติราว 14,500 คนกำลังศึกษาวิชากฎหมายอยู่ที่สหราชอาณาจักร หรือประมาณ 17% ของนักศึกษานิติศาสตร์ทั้งหมด คุณสามารถเลือกเรียนจากหลักสูตรมากกว่า 1,500 หลักสูตรที่สถาบันหลายสิบแห่งในประเทศอังกฤษ (อ้างอิง : www.prospects.ac.uk)กฏหมายในประเทศอังกฤษ ยังมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัยอีกด้วย สถาบันชั้นนำของประเทศอังกฤษ มีการพัฒนารายวิชากฏหมาย โดยการนำไปใช้กับวิชาการ งานวิจัยเพื่อให้ทันสมัยไปกับยุคเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ เช่น กฏหมายด้านสารสนเทศ ว่าด้วยเรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล อาชญากรรมไซเบอร์ ในเชิงธุรกรรมพาณิชย์ เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนั้นโอกาสในการทำงานของนักศึกษากฏหมายของอังกฤษยังมีโอกาสในการสร้างประสบการณ์การทำงานกับบริษัททั้งในประเทศและต่างประเทศ ประสบการณ์การทำงานในระดับชาติ นักศึกษาทุกคนมีโอกาสได้เข้าร่วมการฝึกอบรมทั้งด้านวิชาการและการลงมือปฏิบัติจริง โดยการฝึอบรม สถาบันบางแห่งจัดให้นักศึกษากฏหมายเข้าอบรมในตำแหน่งผู้ช่วยทนายความ และสามารถเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีอีกด้วย รวมถึงการฝึกงานเป็นอาสาสมัครองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ</p>
<p>นักศึกษาวิชากฏหมายอังกฤษ ยังมีสิทธิที่สามารถลงเรียนในรายวิชาการบังคับใช้กฏหมายว่าด้วยการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวช เป็นวิชาที่ให้ความรู้พื้นฐานในการเข้าทำงานกับกรมตำรวจ และงานด้านรักษาความปลอดภัย ดังนั้นการเรียนการสอนวิชาว่าด้วยกฏหมาย จึงเน้นที่ทักษะในการวิเคราะห์ เพื่อสามารถนำวิชาความรู้ไปใช้งานได้จริง การโต้แย้งอย่างมีเหตุผล การแก้ปัญหาและการสื่อสาร นักศึกษาที่จบการศึกษาภาควิชากฏหมายอังกฤษ จึงสามารถนำความรู้ไปใช้สมัครงานได้หลากหลายอาชีพ มิเพียงแต่จำกัดเฉพาะอาชีพทนายความเท่านั้น เพราะความรู้ทางกฏหมายที่ได้จากการเรียน สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งการเมือง การทำธุรกิจระหว่างประเทศ งานบริหาร การเงิน หรือแม้แต่งานของภาครัฐ</p>
<p> สำหรับนักศึกษาที่ไม่มีพื้นฐานการเรียนกฏหมายมาก่อน สถาบันหลายแห่งมีหลักสูตรกฏหมายเชิงพาณิชย์และหลักสูตรพื้นฐานสำหรับผู้สนใจให้เลือกเรียน อาทิ เช่น Graduate Diploma Law เมื่อจบหลักสูตรดังกล่าว นักศึกษาสามารถต่อยอดการเรียนวิชากฏหมายว่าด้วยเรื่องเฉพาะวิชาชีพได้ เช่น กฏหมายว่าด้วยการแพทย์ งานสื่อสารมวลชน กฏหมายว่าด้วยเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ทั้งนี้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.lawsociety.org.uk</p>
<p>หลังจากที่ได้อ่านข้อมูลที่น่าสนใจ  และเพรียบพร้อมด้วยสาระ หากท่านเกิดความสนใจที่อยากจะศึกษาต่อทางด้านกฎหมายในประเทศอังกฤษ หรือประเทศอื่นอาทิเช่น Australia, USA, Canada, New Zealand และอื่นๆ อีกมากมาย เรา EdNET ผู้เชียวชาญ เป็นเลิศ และเป็นที่ไว้วางใจให้เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยชื่อดังจากหลากหลายประเทศ และสถาบัน พร้อมให้คำแนะนำการศึกษาต่อต่างประเทศอย่างสุดความสามารถ เพราะเราเชื่อมั่นว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาทั้งตัวบุคคล และประเทศชาติ</p>
<p>นอกหนือจากนี้  EdNET ยังได้จัดสัมมนาการศึกษาต่อต่างประเทศ ในสาขาวิชาทางด้านกฏหมาย ในวันที่ 17 July 2010 ที่ สีลม ออฟฟิต ส่วนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่:</p>
<p>T: 02-2384240 -7<br />
 w:  www.ednet.co.th<br />
Facebook:  EdNET CO., Ltd<br />
Twitter: Ednetthailand</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ednet.co.th/blog/?feed=rss2&#038;p=259</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Law Study in USA</title>
		<link>http://www.ednet.co.th/blog/?p=253</link>
		<comments>http://www.ednet.co.th/blog/?p=253#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Jul 2010 15:50:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ednetthailand</dc:creator>
				<category><![CDATA[USA]]></category>
		<category><![CDATA[American Bar Association]]></category>
		<category><![CDATA[Civil law]]></category>
		<category><![CDATA[Common law]]></category>
		<category><![CDATA[EdNET]]></category>
		<category><![CDATA[J.D.]]></category>
		<category><![CDATA[J.S.D.]]></category>
		<category><![CDATA[Juris Doctor]]></category>
		<category><![CDATA[Juris Science Of Law]]></category>
		<category><![CDATA[Law School]]></category>
		<category><![CDATA[Law school Admission Test]]></category>
		<category><![CDATA[Law Study in USA]]></category>
		<category><![CDATA[LL.M]]></category>
		<category><![CDATA[LSAT]]></category>
		<category><![CDATA[Master of Law]]></category>
		<category><![CDATA[S.J.D.]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ednetthailand.wordpress.com/?p=253</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเรียนต่อในประเทศอเมริกา และอีกหลายฝันก็อยากจะศึกษาต่อทางด้านกฎหมาย แต่ก่อนที่จะสร้างฝันให้กลายเป็นจริงได้นั้น เราต้องมานั่งพิจารณา ศึกษาดูว่าปัจจัยที่สำคัญๆ มีอะไรบ้าง และถ้าหากจะปรึกษาผู้รู้ ควรจะไปปรึกษาที่ไหนอย่างไร เราเริ่มหาคำตอบแรกโดยการค้นหาข้อมูลของมหาวิทยาลัย การเตรียมความพร้อม และปัจจัยอื่นๆ ว่ามีสาระสำคัญอะไรบ้าง? เพราะการสอบเข้า Law School ในมหาวิทยาลัยระดับ Top 50 ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องใช้เวลาเตรียมตัวอย่างมาก เพราะอาชีพในสาขากฎหมายสามารถทำเงินได้ปีละหลายแสนดอลล่าร์ สำหรับผู้ที่ต้องการสอบผู้พิพากษา ควรศึกษารายชื่อมหาวิทยาลัยที่ผ่านความเห็นชอบจาก ก.ต.เสียก่อนซึ่งมีรายชื่อมหาวิทยาลัยในอเมริกาถึง 60 แห่งด้วยกัน ส่วนคำตอบที่สอง การทำความเข้าใจเกี่ยวระบบกฎหมายของประเทศอเมริกา ว่าเป็นระบบที่เหมือนหรือแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างไร ระบบกฎหมายของอเมริกาเป็นระบบที่เรียกกว่า Common law กล่าวคือ เป็นระบบกฎหมายที่ยึดถือคำพิพากษาก่อนเป็นบ่อเกิดของกฎหมาย จากบรรทัดฐานในคดีก่อน (Judge Made Law) ดังนั้นหลักในการศึกษากฎหมายจึงเน้นความสำคัญไปที่แนวคำพิพากษาของศาลในคดีก่อน ซึ่งต่างกับระบบกฎหมายไทยที่ใช้ระบบ Civil &#8230; <a href="http://www.ednet.co.th/blog/?p=253">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/lawusa1.jpg"><img src="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/lawusa1.jpg" alt="" title="lawUSA" width="300" height="300" class="alignleft size-full wp-image-256" /></a>หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเรียนต่อในประเทศอเมริกา และอีกหลายฝันก็อยากจะศึกษาต่อทางด้านกฎหมาย แต่ก่อนที่จะสร้างฝันให้กลายเป็นจริงได้นั้น  เราต้องมานั่งพิจารณา ศึกษาดูว่าปัจจัยที่สำคัญๆ มีอะไรบ้าง และถ้าหากจะปรึกษาผู้รู้  ควรจะไปปรึกษาที่ไหนอย่างไร</p>
<p>เราเริ่มหาคำตอบแรกโดยการค้นหาข้อมูลของมหาวิทยาลัย การเตรียมความพร้อม และปัจจัยอื่นๆ ว่ามีสาระสำคัญอะไรบ้าง? เพราะการสอบเข้า Law School ในมหาวิทยาลัยระดับ Top 50 ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องใช้เวลาเตรียมตัวอย่างมาก เพราะอาชีพในสาขากฎหมายสามารถทำเงินได้ปีละหลายแสนดอลล่าร์ สำหรับผู้ที่ต้องการสอบผู้พิพากษา ควรศึกษารายชื่อมหาวิทยาลัยที่ผ่านความเห็นชอบจาก ก.ต.เสียก่อนซึ่งมีรายชื่อมหาวิทยาลัยในอเมริกาถึง 60 แห่งด้วยกัน</p>
<p>ส่วนคำตอบที่สอง การทำความเข้าใจเกี่ยวระบบกฎหมายของประเทศอเมริกา ว่าเป็นระบบที่เหมือนหรือแตกต่างจากประเทศอื่นอย่างไร ระบบกฎหมายของอเมริกาเป็นระบบที่เรียกกว่า Common law กล่าวคือ เป็นระบบกฎหมายที่ยึดถือคำพิพากษาก่อนเป็นบ่อเกิดของกฎหมาย จากบรรทัดฐานในคดีก่อน (Judge Made Law)   ดังนั้นหลักในการศึกษากฎหมายจึงเน้นความสำคัญไปที่แนวคำพิพากษาของศาลในคดีก่อน ซึ่งต่างกับระบบกฎหมายไทยที่ใช้ระบบ Civil law กล่าวคือ เป็นการศึกษากฎหมายที่เน้นความสำคัญไปที่ตัวบทประมวลกฎหมาย ที่เป็นลายลักษณ์อักษร การตัดสินพิจารณาคดีความก็จะตีความจากบทบัญญัติในประมวลกฎหมาย</p>
<p>การเรียนกฎหมายในอเมริกานั้นส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การแสดงความคิดเห็น อภิปรายและมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ในบางวิชาอาจารย์จะมอบหมายให้นักเรียนเตรียมตัวศึกษาและอ่านหนังสือมาล่วงหน้า และนำมาแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจและสรุปกันในห้องเรียน เพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในหลักกฎหมายอย่างลึกซึ้งและสามารถปรับใช้กฎหมายได้ถูกต้อง  ซึ่งการเรียนกฎหมายในอเมริกานั้นสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับดังนี้</p>
<p>1.	J.D. (Juris Doctor) เป็นการศึกษากฎหมายอเมริกาขั้นแรก โดยผู้ที่จะสมัครเรียนต้องจบปริญญาตรีสาขาอื่นๆ มาก่อน และต้องผ่านการทดสอบความรู้เชิงกฎหมายหรือที่เรียกว่า LSAT (Law school Admission Test) ระยะเวลาในการเรียน 3 ปี สามารถประกอบวิชาชีพทนายความในอเมริกาได้โดยต้องสอบผ่านเกณฑ์เพื่อประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานของ American Bar Association ให้ได้ ก่อนแล้วแต่ว่าใครจะประกอบวิชาชีพอยู่รัฐใดก็ต้องสอบให้ผ่าน Bar ของรัฐนั้น</p>
<p>2.	LL.M. (Master of Law) เป็นการศึกษากฎหมายอเมริการะดับปริญญาโท โดยผู้ที่จะสมัครเรียนต้องจบปริญญาตรีทางกฎหมายมาก่อน  ระยะเวลาในการเรียนประมาณ 9 เดือน ถึง 1 ปี เมื่อจบปริญญาโทแล้ว มีสิทธิสมัครสอบ Bar เพื่อให้มีคุณสมบัติเป็นทนายความของรัฐต่างๆในอเมริกาได้</p>
<p>3.	J.S.D. / S.J.D. (Juris Science Of Law) เป็นการศึกษากฎหมายอเมริการะดับปริญญาเอก เป็นปริญญากฎหมายขั้นสูง โดยผู้ที่จะสมัครเรียนต้องจบปริญญาโททางกฎหมายมาก่อน ระยะเวลาในการเรียน 3 ปี ผู้ที่จบได้วุฒิ J.S.D./ S.J.D. ออกมา ส่วนใหญ่จะเลือกประกอบอาชีพเป็นนักวิชาการ หรือเป็นอาจารย์มากกว่าจะไปสอบ Bar เพื่อเป็นทนายความ</p>
<p>สำหรับนักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาต่อด้านกฎหมายตามหลักสูตรข้างต้นต้องมีผลทดสอบภาษาอังกฤษ (TOEFL)  GPA ตามที่กำหนด พร้อมกับเอกสารอื่นๆตามที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ ต้องการ  การเรียนกฎหมายในอเมริกาให้ประสบความสำเร็จนั้นไม่ได้อยู่ที่การท่องจำตามตัวบทกฎหมาย แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจหลักการใช้กฎหมายและตัวบทกฎหมายอย่างถ่องแท้ การเรียนที่มุ่งมั่น ความรักในอาชีพนักกฎหมาย ประกอบกับการมีจริยธรรมในวิชาชีพจะช่วยให้เราเป็นนักกฎหมายที่มีคุณค่าและสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง</p>
<p>อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าคุณยังไม่มั่นใจ ตัดสินใจไม่ถูกในการเลือกสถาบัน  หรือต้องการคำแนะนำ ปรึกษาการเรียนต่อทางด้านกฎหมายในอเมริกาจากผู้เชียวชาญ   เรา EdNET ก็พร้อมที่จะช่วยให้คำแนะนำ ปรึกษาด้วยความยินดียิ่ง นอกเหนือจากนี้เรายังได้จัดสัมมนาการศึกษาต่อต่างประเทศ ในสาขากฏหมาย ในประเทศ Australia, UK and USA ในวันที่ 17 July 2010 ที่ สีลม ออฟฟิต ส่วนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่<br />
T: 02-2384240 -7<br />
 w:  www.ednet.co.th</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ednet.co.th/blog/?feed=rss2&#038;p=253</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผมอยากทำงานยูเอ็น</title>
		<link>http://www.ednet.co.th/blog/?p=108</link>
		<comments>http://www.ednet.co.th/blog/?p=108#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jul 2010 08:58:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ednetthailand</dc:creator>
				<category><![CDATA[General]]></category>
		<category><![CDATA[USA]]></category>
		<category><![CDATA[Work and study]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ednetthailand.wordpress.com/?p=108</guid>
		<description><![CDATA[บ่ายแก่ ๆ วันหนึ่ง หนุ่มน้อยหน้าตาดีนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนามสมมุติว่า พินิจ เข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องการเรียนต่อ พินิจเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เป็นตัวเก็งเกียรตินิยมเหรียญทองในสาขารัฐศาสตร์ที่กำลังเรียนอยู่ เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงอยากทำงานยูเอ็น พินิจตอบด้วยความมั่นใจว่า เพราะยูเอ็นเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่เป็นความใฝ่ฝันของคนเก่งทั้งหลายที่จะเป็นผู้หนึ่งที่ได้เดินเข้าเดินออกหน่วยงานนี้ในฐานะผู้ปฏิบัติงาน พินิจได้รับคำชื่นชมในความชัดเจนของเป้าหมายชีวิต ในขณะที่นักศึกษาอีกหลาย ๆ คนยังไม่รู้ตัวตนว่าตนเองต้องการจะเป็นอะไร แต่พินิจต้องอึ้งและเงียบไปเล็กน้อยเมื่อถูกถามต่อไปว่า “หน่วยงานไหนในยูเอ็นที่พินิจอยากเข้าไปทำงาน” “หน่วยงานไหนก็ได้ครับขอให้เป็นยูเอ็น” คำตอบของพินิจอยู่ในอาการกึ่งแน่ใจกึ่งไม่แน่ใจ อาจารย์ผู้ซักถามที่กำลังทำหน้าที่เหมือนนักสืบในการค้นหาเป้าหมายที่แท้จริงให้พินิจ ถามต่อไปว่า “ถ้าเค้าจับพินิจไปทำงานในแผนกคอมพิวเตอร์หล่ะ” “ผมไม่เอาเพราะผมไม่ได้เรียนมาทางนี้” “จริง ๆ ยูเอ็นก็เหมือนองค์กรทั่วไปที่มีผู้คนทำงานอยู่หลากหลายหน้าที่ มีตั้งแต่ยาม บัญชี คอมพิวเตอร์ การเงิน ไปจนถึงรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของประเทศต่าง ๆ พินิจรู้ไม๊ว่ายูเอ็นมีหน้าที่ต้องทำอะไรให้กับประชาคมบนโลกใบนี้” คำถามของอาจารย์แนะแนวท่านนี้กำลังดึงให้พินิจ เชื่อมโยงสิ่งที่พินิจมองว่าเป็นเป้าหมายแห่งอนาคตกับตัวตนของตนเพื่อหาเส้นทางการเรียนต่อที่เหมาะสม “ยูเอ็นก็เหมือนรัฐบาลกลางที่พยายามทำหน้าที่รักษาสันติภาพของโลกใบนี้” พินิจตอบด้วยความมั่นใจ “อาจารย์เห็นว่าดีมากที่พินิจชัดเจนในเรื่ององค์กรหรือหน่วยงานที่เราอยากจะเข้าทำงาน แต่เราจำเป็นต้องชัดเจนว่า &#8230; <a href="http://www.ednet.co.th/blog/?p=108">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/un-building.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-111" title="UN Building" src="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/un-building.jpg?w=300" alt="" width="300" height="204" /></a><br />
บ่ายแก่ ๆ วันหนึ่ง หนุ่มน้อยหน้าตาดีนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศนามสมมุติว่า พินิจ เข้ามาขอคำปรึกษาเรื่องการเรียนต่อ พินิจเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เป็นตัวเก็งเกียรตินิยมเหรียญทองในสาขารัฐศาสตร์ที่กำลังเรียนอยู่ เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงอยากทำงานยูเอ็น พินิจตอบด้วยความมั่นใจว่า เพราะยูเอ็นเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่เป็นความใฝ่ฝันของคนเก่งทั้งหลายที่จะเป็นผู้หนึ่งที่ได้เดินเข้าเดินออกหน่วยงานนี้ในฐานะผู้ปฏิบัติงาน พินิจได้รับคำชื่นชมในความชัดเจนของเป้าหมายชีวิต ในขณะที่นักศึกษาอีกหลาย ๆ คนยังไม่รู้ตัวตนว่าตนเองต้องการจะเป็นอะไร แต่พินิจต้องอึ้งและเงียบไปเล็กน้อยเมื่อถูกถามต่อไปว่า “หน่วยงานไหนในยูเอ็นที่พินิจอยากเข้าไปทำงาน”<br />
“หน่วยงานไหนก็ได้ครับขอให้เป็นยูเอ็น” คำตอบของพินิจอยู่ในอาการกึ่งแน่ใจกึ่งไม่แน่ใจ อาจารย์ผู้ซักถามที่กำลังทำหน้าที่เหมือนนักสืบในการค้นหาเป้าหมายที่แท้จริงให้พินิจ ถามต่อไปว่า “ถ้าเค้าจับพินิจไปทำงานในแผนกคอมพิวเตอร์หล่ะ”<br />
“ผมไม่เอาเพราะผมไม่ได้เรียนมาทางนี้”<br />
“จริง ๆ ยูเอ็นก็เหมือนองค์กรทั่วไปที่มีผู้คนทำงานอยู่หลากหลายหน้าที่ มีตั้งแต่ยาม บัญชี คอมพิวเตอร์ การเงิน ไปจนถึงรัฐมนตรีที่เป็นตัวแทนของประเทศต่าง ๆ พินิจรู้ไม๊ว่ายูเอ็นมีหน้าที่ต้องทำอะไรให้กับประชาคมบนโลกใบนี้” คำถามของอาจารย์แนะแนวท่านนี้กำลังดึงให้พินิจ เชื่อมโยงสิ่งที่พินิจมองว่าเป็นเป้าหมายแห่งอนาคตกับตัวตนของตนเพื่อหาเส้นทางการเรียนต่อที่เหมาะสม<br />
“ยูเอ็นก็เหมือนรัฐบาลกลางที่พยายามทำหน้าที่รักษาสันติภาพของโลกใบนี้” พินิจตอบด้วยความมั่นใจ<br />
“อาจารย์เห็นว่าดีมากที่พินิจชัดเจนในเรื่ององค์กรหรือหน่วยงานที่เราอยากจะเข้าทำงาน แต่เราจำเป็นต้องชัดเจนว่า และในหน้าที่อะไร งานแบบไหนที่เราอยากทำถ้าไม่อย่างนั้นการลงทุนของเราทั้งด้านเวลา และเงินทองที่จะไปเรียนต่ออาจสูญเปล่า ยูเอ็นเป็นหน่วยงานที่ใคร ๆ ก็ใฝ่ฝัน การแข่งขันก็ย่อมต้องสูงมาก เพราะถ้าเราไม่เก่งจริง โอกาสก็น้อย แต่อาจารย์เชื่อว่าองค์กรระดับนี้ไม่ได้ต้องการคนเก่งหรือคนที่รู้ตำราเพียงอย่างเดียว เราต้องมีความเข้าใจและมีวิสัยทัศน์ มีมุมมองต่อปัญหาของโลกใบนี้อย่างชัดเจนและเข้าถึงแก่น”<br />
“ถ้าจะมองกว้าง ๆ และสรุปสั้น ๆ หน้าที่ของยูเอ็นมี 3 อย่าง 1 แก้ไขความขัดแย้งและรักษาสันติภาพ 2 งานให้ความช่วยเหลือ 3 งานพัฒนา หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหมดของยูเอ็นมีขึ้นก็เพื่อ support ภารกิจ 3 ด้านนี้เป็นหลัก ในส่วนของภารกิจแก้ไขความขัดแย้งซึ่งจะมีตั้งแต่สงครามระหว่างรัฐ ประเทศ เผ่าพันธุ์ ความขัดแย้งด้านดินแดน อาณาเขต ถ้าเราอยากมีส่วนเกี่ยวข้องในภารกิจนี้ เราก็อาจต้องเลือกเรียน สาขา Conflict Resolution ในภารกิจการให้ความช่วยเหลือ ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นที่เป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนและ ปัญหามนุษยธรรม เช่น ผู้อพยพ อย่างกรณีเวียดนามอพยพหลายสิบปีก่อนที่ยูเอ็นเคยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการให้ความช่วยเหลือที่พนัสนิคม โดยตั้งเป็นค่ายผู้อพยพ แล้วค่อยให้ประเทศต่าง ๆ รับคนเหล่านี้เข้าไปอยู่ เป็นต้น ประเภทการให้ความช่วยเหลืออีกอย่างหนึ่งที่ยูเอ็นจะเน้นก็คือปัญหาสาธารณสุข เช่น โรคเอดส์ ถ้าเราสนใจในภารกิจส่วนนี้ เราก็อาจต้องเลือกเรียน Human Right ถ้าในงานสาธารณสุขก็จำเป็นต้องมีพื้น หรือไม่ก็เป็นงาน support อีกภารกิจหนึ่งที่สำคัญของยูเอ็นคือการพัฒนา ยิ่งในทศวรรษนี้ยูเอ็นจะเน้นมากโดยเฉพาะ การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน Development for Sustainability มีหลายสถาบันในขณะนี้ที่เปิดสอน เศรษฐศาสตร์เพื่อการพัฒนา Economics for Development หรือสาขา Development Studies ถ้าเราสนใจงานพัฒนาซึ่งส่วนใหญ่จะมุ่งไปยังประเทศด้อยพัฒนา หรือประเทศที่ยังยากจน เช่นประเทศในแถบเอเซีย ลาตินอเมริกา และแอฟริกา เราก็ต้องมีความชัดเจนในแนวคิด sustainability หรือ ความยั่งยืน ให้ได้ เพราะนี่คือทิศทางการพัฒนาที่ยูเอ็นกำลังเดินไป ซึ่งต่างจากแนวคิดการพัฒนาในทศวรรษที่แล้ว ปัจจุบันก็มีหลายมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขานี้ทั้งในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา และอีกหลายสถาบันที่เน้นการวิจัยไปยังแนวคิด sustainability นี้ อาจารย์เชื่อว่านับแต่นี้ต่อไป คำว่า “sustainability หรือความยั่งยืน” จะเป็นแกนกลางของทุก ๆ เรื่องทุก ๆ อาชีพ”<br />
“ที่อาจารย์พูดมายืดยาวทั้งหมดก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า การรู้ว่าเราอยากทำงานที่ไหนนั้นยังไม่พอ เราต้องรู้ให้ลึกลงไปว่าเป็นงานอะไร และที่สำคัญ งานนั้นใช่เราหรือเปล่า ถ้าไม่ใช่เรา เราอาจจะอยู่ไม่ยาว ถ้าไม่ชัดเจนตรงนี้ การลงทุนเรียนต่ออาจเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าเพราะเราอาจต้องลงทุนใหม่ อยากให้พินิจลองค้นหาตัวเองให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่งก่อนการตัดสินใจจริง ๆ แต่ตอนนี้ก็ดีแล้วที่รู้ว่าอยากทำงานในองค์กรไหน เพราะอย่างน้อยเป้าหมายของเราก็แคบเข้า การค้นหาต่อไปก็ง่ายขึ้น”<br />
พินิจกล่าวคำขอบคุณและลาพร้อมทั้งรับปากว่าจะกลับไปทบทวนตัวเองและค้นหาเป้าหมายของตนให้มากกว่านี้ก่อนตัดสินใจเลือกลงเรียนสาขาใดสาขาหนึ่งจริง ๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ednet.co.th/blog/?feed=rss2&#038;p=108</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Practical Training in USA</title>
		<link>http://www.ednet.co.th/blog/?p=105</link>
		<comments>http://www.ednet.co.th/blog/?p=105#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Jul 2010 08:57:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ednetthailand</dc:creator>
				<category><![CDATA[General]]></category>
		<category><![CDATA[USA]]></category>
		<category><![CDATA[Work and study]]></category>
		<category><![CDATA[CPT]]></category>
		<category><![CDATA[Curricular Practical Training]]></category>
		<category><![CDATA[International Student Program]]></category>
		<category><![CDATA[ISP]]></category>
		<category><![CDATA[Optional Practical Training]]></category>
		<category><![CDATA[Practical Training in USA]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ednetthailand.wordpress.com/?p=105</guid>
		<description><![CDATA[เสียงโทรศัทท์ดังขึ้น กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เป็นสายสอบถามข้อมูลเรียนต่อที่อเมริกา “พี่คะ/พี่ครับ อยากทราบว่าถ้าเราไปเรียนที่อมเริกา ช่วงเวลาว่าง เราสามารถไปทำงานเสริฟที่ร้านอาหารไทยจะได้ไหมคะ/ ครับ” หรือ “เรียนจบแล้ว เราหางานทำที่นั่นเลยได้ไหม อยากได้ citizen อเมริกัน จะเป็นไปได้ไหม” น้องหลายๆคน ได้ยินเรื่องราวดีๆ Success Story ของรุ่นพี่หลายคนที่ได้ไปทำงานเสริฟ เก็บเงินได้เป็นกอบกำ บางทีดีกว่าเพื่อนที่จบโทมาแล้วทำงานอยู่ในบริษัทใหญ่ๆ หลายคนสักอีก หรือพี่บางคนได้งานทำที่บริษัท Microsoft บริษัท IBM หรือ World Bank ได้เงินเดือนตั้งหลายหมื่นเหรียญต่อปี เขาทำได้ ยังไงกัน??? ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่าระเบียบข้อบังคับการอนุญาตให้ทำงานของประเทศอเมริกาแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อังกฤษ หรือแคนาดา &#8230; <a href="http://www.ednet.co.th/blog/?p=105">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เสียงโทรศัทท์ดังขึ้น กริ๊ง กริ๊ง กริ๊ง เป็นสายสอบถามข้อมูลเรียนต่อที่อเมริกา “พี่คะ/พี่ครับ อยากทราบว่าถ้าเราไปเรียนที่อมเริกา ช่วงเวลาว่าง เราสามารถไปทำงานเสริฟที่ร้านอาหารไทยจะได้ไหมคะ/ ครับ” หรือ “เรียนจบแล้ว เราหางานทำที่นั่นเลยได้ไหม อยากได้ citizen อเมริกัน จะเป็นไปได้ไหม” น้องหลายๆคน ได้ยินเรื่องราวดีๆ Success Story ของรุ่นพี่หลายคนที่ได้ไปทำงานเสริฟ เก็บเงินได้เป็นกอบกำ บางทีดีกว่าเพื่อนที่จบโทมาแล้วทำงานอยู่ในบริษัทใหญ่ๆ หลายคนสักอีก หรือพี่บางคนได้งานทำที่บริษัท Microsoft บริษัท IBM หรือ World Bank ได้เงินเดือนตั้งหลายหมื่นเหรียญต่อปี เขาทำได้<br />
ยังไงกัน???</p>
<p>ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่าระเบียบข้อบังคับการอนุญาตให้ทำงานของประเทศอเมริกาแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย อังกฤษ หรือแคนาดา เพราะอเมริกาแป็นประเทศที่ไม่อนุญาตให้นักเรียนที่ถือวีซ่า F1 ทำงานนอกมหาวิทยาลัย (Off Campus) ในช่วงที่เรียนอยู่เลย งานที่อนุญาตให้ทำได้จะเป็นงานในมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพราะถือเป็นส่วนหนี่งของการทำ Practical Training</p>
<p>ใครกำลังคิดจะไปเป็นนักศึกษาของประเทศอมริกา ตั้งใจฟังทางนี้ แม้ว่าอเมริกาจะไม่อนุญาตให้นักเรียนทำงานอกมหาวิทยาลัยทุกชนิด รวมทั้งงานเสริฟในร้านอาหารไทย แต่อมเริกาอนุญาตให้นักเรียนทำ Practical Training ได้ ซึ่งนับเป็นการให้ทำงานในอเมริกาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่ถือวีซ่านักเรียนเท่านั้น</p>
<p><a href="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/practical-training.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-114" title="Practical training" src="http://ednetthailand.files.wordpress.com/2010/07/practical-training.jpg?w=300" alt="" width="300" height="225" /></a>เรามาทำความรู้จักกับ Practical Training กันว่าในฐานะที่เราจะไปเป็นนักเรียนที่นั่น เราจะได้ทราบว่า เรามีสิทธิ์ที่จะทำงานอะไรได้บ้าง จะต้องทำอย่างไร และควรติดต่อกับใคร แผนกที่กำกับดูแลการทำงานของนักเรียนต่างชาติในอเมริกา เราเรียกกันว่า US Department of Homeland Security ซึ่งการอนุญาตทำงานจะมีการกำหนดประเภทของงานที่อนุญาตให้นักเรียนต่างชาติทำงานได้ สามารถถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก International Student Advisor ของสถาบันการศึกษาที่เราเรียนอยู่ ซึ่งทางสถาบันอาจมีการกำหนดงานที่นักศึกษต่างชาติสามารถทำได้ ซึ่งประเภทงานที่ทำจะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เราเรียนมา นอกจากนี้ นักศึกษาที่ได้ลงเรียนเต็มเวลา สามารถทำงานกับองค์กรนานาชาติได้ อาทิเช่น United Nations World Bank โดยต้องได้รับการรับรองจาก International Organization Immunities Act ทั้งนี้นักศึกษาควรวางแผนล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งภาคการศึกษา สำหรับการทำ Practical Training มีอยู่ 2 ประเภทด้วยกัน</p>
<p>ประเภทแรก OPT (Optional Practical Training) นักเรียนที่ถือวีซ่า F1 และมีสถานภาพนักศึกษาเป็นนักศึกษาประจำมาแล้วหนึ่งปี มีสิทธืที่จะทำ OPT ได้ และงานนั้นต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนมา ซึ่งการทำงาน OPT มีอยู่ 4 แบบด้วยกัน</p>
<p>1. ในระหว่างภาคการเรียน นักศึกษาสามารถทำงานได้ไม่เกินอาทิตย์ละ 20 ชั่วโมง<br />
2. ในช่วงปิดภาคการเรียน นักศึกษาสามารถทำงานได้สูงสุดถึงอาทิตย์ละ 40 ชั่วโมง<br />
3. ในช่วงทำวิทยานิพนธ์ หรือหลังจากลงเรียนวิชาในหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว<br />
4. หลังจากที่สำเร็จการศึกษาแล้ว</p>
<p>การทำงานในมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่ถือวีซ่า F1 สามารถทำงานในมหาวิทยาลัยได้ตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ โดยต้องได้รับการอนุญาตจาก ISP (International Student Program) เสียก่อน โดยจะทำงานได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20 ชั๋วโมง ส่วนในช่วงซัมเมอร์ สามารถทำงานได้มากขึ้นเป็นสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง</p>
<p>ประเภทสอง CPT (Curricular Practical Training) นักเรียนที่ถือวีซ่า F1 มาแล้วหนี่งปี มีสิทธิ์ที่จะทำ CPT ได้ โดยที่งานนั้นๆจะต้องเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนไม่ว่าจะเป็นการทำ Co-op หรือ Externship และจะต้องเกี่ยวข้องกับสาขาที่เรียนอยู่ โดยต้องได้รับการอนุมัติจากหน่วยงาน ISP ก่อน และนักศึกษาจะต้องลงเรียนเต็มเวลาอยู่ด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ ยังมีการอนุญาตให้นักศึกษาทำงานได้เนื่องมาจากความขัดสนทางเศรษฐกิจ นักศึกษาที่สามารถเข้าร่วมได้ต้องถือวีซ่า F1 มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปีการศึกษา จะต้องแสดงหลักฐานให้กับหน่วยงาน USCIS (US Citizenship and Immigration Services) ชี้แจงสาเหตุปัญหาทางเศรษฐกิจทีรุนแรงที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้</p>
<p>โดยการสมัครเข้าโปรแกรม Practical Training นั้น ทาง DSO (Designated School Official) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องนี้ ของสถาบันการศึกษานั้น จะเป็นผู้ดูแลให้คำแนะนำการสมัคร OPT โดยต้องยื่นเรื่องให้กับทาง USCIS โดยกรอกแบบฟอร์ม I-765 พร้อมเอกสารจากทาง DSO ที่ได้ระบุรายละเอียดใน SEVIS ซึ่งต้องส่งล่วงหน้า 90 วัน ก่อนจะเรียนครบหนึ่งปีการศึกษา และจะต้องเริ่มทำงานตามวันที่อนุมัติในเอกสารเท่านั้น โดยที่นักศึกษาจะทำงานได้ไม่เกิน 12 เดือนเท่านั้น แต่เมื่อเร็วๆนี้ มีการขยายเวลาการทำ OPT เป็น 29 เดือนเปิดให้เฉพาะกับผู้ที่เรียนสาขาวิชา Science ด้าน Technology ด้าน Engineering หรือ ทางด้าน Mathematics สามารถทำงานได้เพิ่มอีก 17 เดือนเป็น 29 เดือน เพื่อให้บริษัท องค์กรของอเมริกาสามารถจ้างแรงงานต่างชาติที่มีความสามารถเฉพาะทางได้ยาวนานขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศภาพรวมได้</p>
<p>หากมีการเปลี่ยนโรงเรียน หรือยกเลิกการเรียนกลางครัน การได้สิทธิ์ทำ OPT จะถูกยกเลิกในทันที แต่ถ้าหากนักเรียนจะต้องเดินทางกลับประเทศชั่วคราวในช่วงที่ได้รับการจ้างงานนั้น นักเรียนสามารถที่จะกลับเข้ามาทำงานได้ใหม่กับสถาบันการศึกษาเดิมที่ได้เรียนอยู่</p>
<p>รู้อย่างนี้แล้ว อยากแนะนำให้คนที่ถือวีซ่า F1 และคิดจะไปทำงานในร้านอาหารเพื่อหาสตางค์ชั่วครู่ซั่วคราว ระวังตัวให้มากขึ้น เพราะถ้าหากเราถูกทาง Homeland Security จับได้เราก็จะอดได้รับสิทธิ์ดีๆจากการทำ Practical Training ขณะที่เรียนอยู่และหลังจากเรียนจบ ซ้ำร้ายอาจถูกส่งกลับประเทศ และมีชื่อติดใน Black List ไม่ให้กลับเข้ามาเรียนในอเมริกาได้อีกเลยก็เป็นได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ednet.co.th/blog/?feed=rss2&#038;p=105</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Study and Work Programme in Canada (โครงการเรียนและฝึกงานในแคนาดา)</title>
		<link>http://www.ednet.co.th/blog/?p=394</link>
		<comments>http://www.ednet.co.th/blog/?p=394#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Jun 2010 11:29:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ednetthailand</dc:creator>
				<category><![CDATA[Work and study]]></category>
		<category><![CDATA[Algonquin College]]></category>
		<category><![CDATA[bachelor]]></category>
		<category><![CDATA[Co-op Program certificate]]></category>
		<category><![CDATA[diploma]]></category>
		<category><![CDATA[EdNET]]></category>
		<category><![CDATA[George Brown College]]></category>
		<category><![CDATA[get paid internship]]></category>
		<category><![CDATA[get paid job]]></category>
		<category><![CDATA[grad -cert]]></category>
		<category><![CDATA[grad- dip]]></category>
		<category><![CDATA[Humber College]]></category>
		<category><![CDATA[International Gateway Kelowna (IGK)]]></category>
		<category><![CDATA[International House (IH)]]></category>
		<category><![CDATA[Language Studies International (LSI)]]></category>
		<category><![CDATA[Niagara College]]></category>
		<category><![CDATA[overseas education]]></category>
		<category><![CDATA[Pacific Language Institute (PLI)]]></category>
		<category><![CDATA[promotion]]></category>
		<category><![CDATA[Seneca college]]></category>
		<category><![CDATA[St. Lawrence college]]></category>
		<category><![CDATA[study in canada]]></category>
		<category><![CDATA[unpaid internship]]></category>
		<category><![CDATA[unpaid job]]></category>
		<category><![CDATA[Vancouver English Centre (VEC]]></category>
		<category><![CDATA[work in canada]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://ednetthailand.wordpress.com/?p=1</guid>
		<description><![CDATA[EdNet มีโครงการดีๆ มาแนะนำให้น้องๆ นักศึกษาและผู้ที่สนใจที่จะพัฒนาทักษะด้านอาชีพการงาน โดยโครงการนี้จะแบ่งได้ 3 ประเภท Work and study ( get paid job or get paid internship) Work and study ( unpaid job or unpaid internship) Co-op Program certificate/ diploma /bachelor /grad -cert/grad- dip 1. Work and study (get &#8230; <a href="http://www.ednet.co.th/blog/?p=394">Continue reading <span class="meta-nav">&#8594;</span></a>]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>EdNet มีโครงการดีๆ มาแนะนำให้น้องๆ นักศึกษาและผู้ที่สนใจที่จะพัฒนาทักษะด้านอาชีพการงาน โดยโครงการนี้จะแบ่งได้ 3 ประเภท</p>
<ol>
<li><strong>Work and study ( get paid job or get paid internship)</strong><strong> </strong></li>
<li><strong>Work and study ( unpaid job or unpaid internship)</strong><strong> </strong></li>
<li><strong>Co-op Program certificate/ diploma /bachelor /grad -cert/grad- dip</strong></li>
</ol>
<p><strong>1. Work and study (get paid job or get paid internship)</strong> โครงการเรียนภาษาและฝึกงานในสถาบันภาษาของเอกชน (มีค่าตอบแทน)<br />
<strong> </strong>ส่วนของที่จ่ายค่าตอบแทน</table>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td width="357" valign="top">
- Hotel/ Motel-front desk, housekeeping, maintenance, servers<br />
- Ski Resorts-lift operators, ski or snowboard instructors<br />
- Restaurants/ Pubs-kitchen help, sous-chefs, dishwashers, servers<br />
- Golf Courses-maintenance and grounds workers</td>
<td width="366" valign="top">- Wineries-retail sales, tour guides, pickers<br />
- Orchards, Farms, Ranches-pickers, farm and ranch labourers<br />
- Construction and Building trades-skilled and unskilled labourers<br />
- Retail shops-clerks and stock takers</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>2. Work and study (unpaid job or unpaid internship)</strong><strong> </strong>โครงการเรียนภาษาและฝึกงาน ในสถาบันภาษาของเอกชน (ไม่มีค่าตอบแทน) สามารถเลือกทำงานในสาขา เฉพาะทางที่สนใจ หรือ เพิ่มศักยภาพในประสบการณ์การทำงานกับบริษัทต่างๆ ในแคนาดา<br />
<strong>ระยะเวลาของโครงการ </strong><strong> :  </strong>1 month – 1 year<br />
สำหรับหน่วยงานที่รับนักศึกษาเข้าฝึกงานมีให้เลือกหลากหลายตามสายงาน ดังนี้ <br />
ส่วนงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน</p>
<table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0">
<tbody>
<tr>
<td width="347" valign="top">
-Business Administration: Marketing, Operations, Human Resources, Finance, Accounting, Event Planning<br />
-Engineering: Any sector including Research &amp; Development, Manufacturing, Testing, Operations<br />
-Design: Media Print, Digital, Web, Design, Operations, Marketing</td>
<td width="376" valign="top">-Sports Management: Sports Team Management, Events, Marketing, Equipment<br />
-Law Criminal Law: Human Rights, Immigration Law<br />
-Sciences Biotechnology: Food Sciences, Robotics, Geology, Geography, Environment<br />
-IT: Any area including Java Specialist, Quality Assurance, Programmer</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับสถาบันที่เราสมัครและระยะเวลาที่ร่วมโครงการประมาณ<br />
เรียน 3  เดือน ฝึกงาน 3  เดือน  150,000-180,000  บาท เรียน 6 เดือน ฝึกงาน 6 เดือน ประมาณค่าใช้จ่าย  300,000-500,000  บาท<br />
สถาบันภาษาที่เปิดรับนักศึกษาเข้าโครงการฝึกงาน ได้แก่:<br />
<em>Language Studies International (LSI) -</em> Vancouver, Toronto<br />
<em>Pacific Language Institute (PLI)</em> – Vancouver (Get paid), Toronto (Unpaid)/ OPUS program<br />
<em>Vancouver</em><em> English Centre (VEC) &#8211; </em>Vancouver, Banff<br />
<strong>            </strong>International House (IH)-Vancouver, Toronto, Calgary<strong> :  </strong>INTERNeX™ Internship Exchange<strong> </strong><br />
<strong>            </strong>International Gateway Kelowna (IGK)-Kewlona B.C unpaid program<br />
<strong>3. Co-op Program certificate/ diploma /bachelor /grad -cert/grad- dip</strong><br />
โครงการเรียนภาษาและฝึกงาน ในวิทยาลัยของรัฐบาล (มีและ ไม่มีค่าตอบแทน) สามารถเลือกเรียนและทำงานในสาขา เฉพาะทางที่สนใจ  เพิ่มศักยภาพในประสบการณ์การทำงานกับบริษัท และหน่วยงานต่างๆในแคนาดา<br />
<strong>ระยะเวลาโครงการ </strong><strong>8 months – 2 years</strong><strong> </strong><br />
<strong>สถาบันที่เข้าร่วมโครงการ</strong><strong> </strong></p>
<p>George Brown College, Niagara College, Humber College, Seneca college, St. Lawrence college, Algonquin College<br />
สอบถามค่าใช้จ่ายและรายละเอียดของแต่ละสถาบัน และ promotion ปัจจุบัน  ได้ที่ info@ednet.co.th  หรือ โทร 02-238 4240-7</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.ednet.co.th/blog/?feed=rss2&#038;p=394</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<div style="display: none;"><a href="http://www.biletbayisi.com" title="ucak bileti">ucak bileti</a>
<a href="http://www.ucakbiletison.com" title="ucak bileti">ucak bileti</a></div>
