จะเลือกโปรแกรมภาคฤดูร้อนให้แก่บุตรหลานของท่านอย่างไรดี

ใกล้จะถึงเวลาปิดเทอมภาคฤดูร้อนอีกแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองหลายท่านก็อาจจะกำลังกังวลอยู่กับการหาค่ายฤดูร้อนให้แก่บุตรหลาน ปีที่แล้วส่งไปเข้าค่ายวิทยาศาสตร์ ปีนี้ควรจะส่งไปเข้าค่ายศิลปะดีหรือไม่ ปีที่แล้วส่งไปเรียนที่ประเทศสิงคโปร์ ปีนี้จะส่งไปเข้าค่ายที่ประเทศอังกฤษดีหรือไม่ เป็นคำถามที่ไม่มีที่สิ้นสุดในการเลือกหาค่ายฤดูร้อน

ก่อนอื่นควรจะถามตัวท่านเองก่อนว่า ทำไมถึงจะต้องให้บุตรหลานเข้าค่าย ต้องการให้บุตรหลานได้เรียนรู้อะไรจากค่ายนั้น ๆ เช่น วิชาการ การเข้าสังคม การพัฒนาทางจิตใจ หรือ การพัฒนาทางด้านอารมณ์ เป็นต้น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การวางเป้าหมายและแผนการในการศึกษาให้แก่บุตรหลานแต่ละคน และทำให้บรรลุตามแผนที่วางไว้ คำถามต่อไป คือ จะทำอย่างไรให้บุตรหลานเติบโตอย่างเต็มภาคภูมิ ทั้งทางด้านสติปัญญา ทางด้านอารมณ์ ทางด้านเหตุผล ทางด้านจิตใจ ทางด้านสังคม และทางด้านศีลธรรม รวมทั้ง ตั้งคำถามว่าลักษณะของค่ายแบบไหนถึงจะเหมาะแก่การพัฒนาบุตรหลานของตน

มีโปรแกรมในช่วงปิดภาคการศึกษาอะไรบ้าง

โปรแกรมภาคฤดูร้อนในต่างประเทศ

  • โปรแกรมแบบกลุ่ม มีในประเทศต่าง ๆ ดังนี้ คือ สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อังกฤษ อเมริกา และประเทศในทวีปยุโรป ได้แก่ เยอรมัน ฝรั่งเศส (สำหรับผู้ที่ต้องการเรียนภาษา) เป็นกลุ่มที่มีขนาดปานกลาง คือ นักเรียน 15 คนต่อกลุ่ม ใช้เวลาเรียนภาษาครึ่งวัน และอีกครึ่งวันทัศนศึกษา โดยที่แต่ละกลุ่มจะแบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ทำให้การเข้าค่ายแบบกลุ่มนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย สำหรับผู้ที่เข้าร่วมเป็นครั้งแรก โปรแกรมนี้จะช่วยให้เด็กที่ขาดความมั่นใจ และไม่เคยใช้ชีวิตไกลบ้านได้รับความมั่นใจ ซึ่งการใช้ชีวิตในต่างแดนกับคนที่ไม่รู้จักอาจเป็นสิ่งที่น่ากลัว และหากไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ก็อาจจะส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อไปในระยะยาวได้ ดังนั้น การเข้าค่ายฤดูร้อนแบบกลุ่ม จึงเหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี และผู้ปกครองไม่ควรที่จะคาดหวังการพัฒนาทางภาษาที่มากนัก แต่ควรคาดหวังว่าเด็กจะได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่แตกต่างออกไปจากเดิม รวมไปถึงการมีปฏิสัมพันธ์และการปรับตัวให้เข้ากับสังคมในรูปแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ ตัวเด็กเองก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านบุคคลิกภาพ เช่น จากเด็กเก็บตัว เป็นเด็กที่กล้าแสดงออกมากขึ้น จากเด็กที่มีแง่คิดในทางลบ เป็นเด็กที่มีแง่คิดในทางบวก จากเด็กที่มีความเห็นแก่ตัวเอง เป็นเด็กที่มีน้ำใจมากขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในทางที่ไม่ดีก็อาจเกิดขึ้นด้วย เช่น ค่าใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย และการพูดภาษาที่ไม่สุภาพตามเพื่อน
  • โปรแกรมแบบตัวต่อตัว สามารถเลือกได้จากทุกหลักสูตรภาษา เป็นโปรแกรมที่มีระยะเวลาเรียนที่ยืดหยุ่น ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ ไปจนถึง 40 สัปดาห์ โดยเลือกได้ทั้งแบบเต็มเวลา (25-30 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) และไม่เต็มเวลา (15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) มีกิจกรรมพิเศษและการทัศนศึกษารวมให้อยู่ในโปรแกรม อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้งหรือเป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะ คือ ผู้ที่ต้องการเรียนวิชาอื่น ๆ นอกเหนือไปจากการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ได้แก่โปรแกรม
  • ภาษาอังกฤษสำหรับมัธยมศึกษา เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา มีวิชาที่สอน คือ คณิตศาสตร์ รวมถึงทักษะการเรียนในระดับนี้
  • ภาษาอังกฤษสำหรับศิลปะและการออกแบบ เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่ต้องการเรียนรู้ถึงหลักการและวิธีการใช้ศิลปะและการออกแบบ
  • ภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาภาษาทางด้านไอที รวมถึงเพิ่มพูนความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์
  • ภาษาอังกฤษและการจัดการ เป็นโปรแกรมสำหรับผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการจัดการ

การเข้าค่ายแบบตัวต่อตัวนี้มีข้อดีมากมาย เนื่องจากเด็กต้องเรียนร่วมกับเด็กที่มาจากต่างชาติต่างภาษา ส่งผลให้เด็กต้องใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้การพัฒนาภาษาเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าการเข้าค่ายแบบกลุ่ม ก่อให้เกิดมิตรภาพในระหว่างเด็ก ๆ ด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติภายใต้การใช้ชีวิตร่วมกัน ก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองและความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม โปรแกรมนี้เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป รวมทั้ง ผู้ปกครองควรตระหนักด้วยว่า การเข้าค่ายแบบตัวต่อตัวนี้ จะแตกต่างจากการเข้าค่ายแบบกลุ่ม คือ จะมีการเรียนการสอนที่เข้มข้นกว่า จึงไม่เหมาะแก่เด็กที่ต้องการไปเที่ยวพักผ่อนในต่างแดน

ข้อแนะนำในการเลือกโปรแกรมเข้าค่ายฤดูร้อนที่เหมาะสมให้กับบุตรหลาน

  1. มีเป้าหมายที่ชัดเจน ว่าทำไมถึงต้องการส่งบุตรหลานเข้าค่าย
  2. จัดลำดับความสำคัญ ถ้าวางมาตรฐานว่าต้องการให้บุตรหลานเติบโตอย่างเต็มภาคภูมิ ก็ต้องจัดลำดับว่าทักษะด้านไหนของบุตรหลานที่ต้องการพัฒนามากที่สุด แล้วจึงเลือกโปรแกรมที่มีเป้าหมายที่จะพัฒนาทักษะในด้านนั้น
  3. ถามบุตรหลานท่านว่ามีความสนใจที่จะเข้าค่ายหรือไม่ เด็ก ๆ ไม่ควรที่จะถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่เขาไม่มีความต้องการ การศึกษาหาความรู้ควรเป็นสิ่งที่สนุกสนาน เด็กแต่ละคนก็แตกต่างกัน จึงมีความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกันด้วย การรู้และเข้าใจว่าบุตรหลานของท่านเรียนรู้อย่างไรเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อการประสบความสำเร็จของการพัฒนาในเด็กแต่ละคน
  4. ศึกษาแต่ละโปรแกรมด้วยความรอบคอบ โดยในแต่ละโปรแกรมจะประกอบด้วยข้อมูล ดังต่อไปนี้
  • จุดหมายปลายทาง ประเทศอะไร เมืองไหน (เมืองที่มีขนาดเล็กหรือใหญ่ เมืองที่มีความทันสมัยหรือไม่ เมืองแห่งวัฒนธรรมหรือไม่ อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบุตรหลานของท่าน)
  • ระยะเวลา ใช้ระยะเวลานานเท่าใด (ควรจะเป็น 1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์ หรือ 6 สัปดาห์)
  • คุณภาพของสถาบัน ควรเลือกสถาบันที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลของประเทศนั้น ๆ
  • โครงสร้างของโปรแกรม ใช้เวลากี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์สำหรับการพูดคุยแบบตัวต่อตัว ประเภทของกิจกรรมพิเศษนอกห้องเรียนและการทัศนศึกษาที่รวมอยู่ในโปรแกรม รวมถึงประโยชน์ของกิจกรรมนั้น ๆ ที่มีต่อบุตรหลาน
  • ราคา มีราคาที่แพงหรือถูกเกินไปหรือไม่ ถ้ามีราคาที่ถูกมาก จะมีค่าใช้จ่ายพิเศษอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาทีหลังอีกหรือไม่

เมื่อสามารถเลือกโปรแกรมได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญ คือ การเตรียมตัวบุตรหลานของท่านให้มีความพร้อมต่อการเดินทาง เพราะว่าการใช้ชีวิตในวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคยจำเป็นต้องใช้การปรับตัวอย่างมาก หลักสำคัญของการประสบความสำเร็จในการเข้าค่ายฤดูร้อนในต่างแดน คือ ต้องมีทัศนคติที่เหมาะสม มีความเข้าใจที่ถูกต้อง วางตัวให้เหมาะสม และ การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดี

วิภา ภิญโญโชติวงศ์

Summer Bodwell

Adcote School UK Summer Camp 2026 (3 Weeks Program)

  Adcote School UK Summer Camp 2026 (3…

𝐓𝐈𝐄𝐂𝐀 𝐒𝐓𝐔𝐃𝐘 𝐀𝐁𝐑𝐎𝐀𝐃 𝐅𝐀𝐈𝐑 ครั้งที่ 𝟑𝟗

📌 ปักหมุด 𝟔 ตุลาคมนี้ พบกัน…

SUMMER in LONDON “Burlington School”

3 Weeks 7-27 April 2024 หลักสูตรสำหรับน้องๆ…

English Summer camp ที่อินเดีย

Summer นี้มาฝึกภาษาที่อินเดีย…